คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

OMG

19/6/55

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2555




ในรอบ 1 ขวบปีที่ผ่านมา สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ยังลูกผีลูกคน เศรษฐกิจในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐลุ่ม ๆ ดอน ๆ ขณะที่ สหภาพยุโรป หรืออียู โดยเฉพาะ 17 ประเทศสมาชิกยูโรโซน หรือประเทศที่ใช้เงินยูโร ย่ำแย่หนักเสียกว่า โดยวิบากกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐและอียู กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้ง หน่วงเหนี่ยวเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นให้เติบโตช้าในปี 2554 เนื่องจาก 2 ภูมิภาคนี้ เป็นตลาดใหญ่ หากกำลังซื้ออ่อนแอ ก็จะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกจากต่างประเทศด้วย

สำหรับปี 2555 นี้ ว่ากันว่า จะเป็นปีแห่งความจริงของยูโรแล้ว โดยเงินสกุลเดียวยุโรป ที่มีอายุครบ 10 ปี จะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ หรือว่าประเทศยูโรโซนจะแตกเป็นเสี่ยง ปีนี้จะรู้กัน ทั้งนี้ หากปี 2554 เป็นปีที่ตกต่ำสำหรับอียู บรรดาผู้นำเยอรมนี ฝรั่งเศส และประเทศหุ้นส่วนที่เกิดปัญหาหนี้ ขณะนี้ กำลังเริ่มเข้าสู่สภาวะที่ล่อแหลม หลังจากจมปลักอยู่กับปัญหามานานหลายเดือน

ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส กล่าวว่า วิกฤติหนี้ยูโร อาจทำให้ยุโรปทั้งหมดถึงกับเข่าอ่อน ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นเชื้อร้ายกำลังแพร่ระบาดจากกรีซ ผ่านไปยังไอร์แลนด์และโปรตุเกส ที่เข้าโครงการกู้เศรษฐกิจแล้ว ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อไปยังสเปน และสุดท้ายที่อิตาลี “ยุโรปจะเป็นอย่างไร หากยูโร ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุโรปล่มสลาย” ผู้นำฝรั่งเศสตั้งคำถาม

กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส ทั้งหมดถูกพิจารณาว่า เป็นปัญหาที่ไม่น่าระคายยูโรโซน แต่เมื่อปีที่แล้ว เชื้อร้ายได้ลุกลามประเทศสมาชิก กัดกร่อนเข้าสู่ประเทศที่เป็นหัวใจเศรษฐกิจอย่างฝรั่งเศส และแม้กระทั่งเยอรมนีก็ถูกขู่ที่จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้านี้ จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ยูโรโซนจะมีวิธีการป้องกันปัญหาในอิตาลี หรือสเปน ไม่ให้กลายเป็นเนื้อร้ายได้หรือไม่

โพลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า ในปี 2555 ยุโรปยังต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่น่าสลดหดหู่ต่อไป ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดดันต่อการเติบโตทั่วโลก แต่ยังดีที่อย่างน้อยยังมีประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และอเมริกา เป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยกอบกู้ซากเศรษฐกิจโลกเอาไว้ได้ โดยผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่จัดทำขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2555 นี้ ประเทศพัฒนาแล้วรายใหญ่หลายประเทศ จะก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวเพียงเศษเสี้ยวจากที่ดิ่งลงอย่างหนักเมื่อปี 2554 ส่วนราคาน้ำมันเอง แน่นอน จะปรับตัวลง

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ตั้งสมมุติฐานไว้บนความหวังที่ว่า วิกฤติหนี้สาธารณะในยูโรโซน จะไม่บานปลายกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็กัดกร่อนการเติบโตของประเทศผู้ส่งออกสำคัญที่มียุโรปเป็นจุดหมายปลายทางอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เจอร์ราร์ด ลียองส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสแตนดาร์ด ชาร์ดเตอร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2555 นี้ ยังคงเติบโตแบบแบ่งเป็น 2 ภาคส่วน คือยุโรปจะฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้ตกต่ำในช่วง6 เดือนแรกของปี แต่จีนจะดันเศรษฐกิจโลกให้เติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง เริ่มจากเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ผลงานดีกว่าที่คาด และผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์จัดทำขึ้นยังแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจแดนลุงแซมมีแนวโน้มขยายตัวประมาณร้อยละ 2.2 ในปี 2555 เทียบกับร้อยละ 0 ที่คาดการณ์ไว้สำหรับยูโรโซน

แต่กระนั้นก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญทางการเมืองจะร่วมผสมโรงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกให้คลุมเครือยิ่งขึ้น โดยที่ในปี 2555 นี้ จะมีการเลือกตั้งและการเปลี่ยนตัวผู้นำในหลายประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุด ขณะเดียวกัน แนวโน้มความปั่นป่วนวุ่นวายในตะวันออกกลาง ก็ยังจะยืดเยื้อต่อไป

สำหรับสถานการณ์ของอียูนั้น ต้นเดือนธันวาคม บรรดาผู้นำได้ดำเนินการครั้งประวัติศาสตร์ในการมุ่งสู่การรวมตัวใกล้ชิดขึ้นทางการคลัง แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่สามารถบรรเทาวิกฤติหนี้สั่งสมย่างเข้าสู่ปีที่ 3 และปัญหานี้จะยังคงคาราคาซังต่อไป นักเศรษฐศาสตร์แสดงความวิตกกังวลว่า ผู้นำยุโรปพยายามน้อยเกินไปในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่สเปนและอิตาลีกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะถดถอยที่เจ็บปวดและยาวนาน ซึ่งจริง ๆ แล้วในขณะนี้ ยูโรโซนโดยภาพรวมอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยอ่อน ๆ แล้วและจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปีหน้า ยูโรโซนจึงจะยังคงเป็นที่มาของความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของทั่วโลกต่อไป

ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี ปรับลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตในปี 2555 สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก พร้อมเตือนถึงผลกระทบจากวิกฤติหนี้ยุโรป เอดีบี คาดการณ์ว่า ขณะนี้ 14 ประเทศเศรษฐกิจในภูมิภาค จะขยายตัวร้อยละ 7.2 ในปี 2555 ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิมร้อยละ 7.5 เมื่อเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม เอดีบียังรักษาการคาดการณ์ในปี 2554 อยู่ที่ร้อยละ 7.5 เหมือนเดิม โดยรวมเอาทั้งเอเชียตะวันออก คือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน บวกจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้และไต้หวัน เอดีบีบอกว่า การปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคลง ส่วนใหญ่เนื่องจากอุปสงค์จากภายนอกอ่อนแอ

เอดีบีเตือนว่า ปัญหาหนี้ยุโรป อาจกลายเป็นวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจโลกเต็มรูปแบบ อิวาน อาซิส หัวหน้าสำนักงานบูรณาการเศรษฐกิจภูมิภาคของเอดีบี กล่าวว่า ผลกระทบรอบแรกจะเกิดขึ้นกับหลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออก ส่วนผลกระทบรอบ 2 จะเกิดขึ้นกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเกือบทั้งหมด

ในรายงานของเอดีบี เรียกร้องผู้กำหนดนโยบาย ปฏิบัติการตอบโต้อย่างทันท่วงที เด็ดขาด และโดยองค์รวมเพื่อให้ภูมิภาคหลุดพ้นจากวิกฤติ เอดีบียังเตือนถึงความเสี่ยงอื่น ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ เช่นลัทธิกีดกันการค้า, การไหลของเงินทุนที่ไร้เสถียรภาพและภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินเฟ้อ ดูเหมือนจะพุ่งสู่ระดับสูงสุดแล้วในประเทศส่วนใหญ่ และไม่คาดว่าจะทำให้เกิดภาวะถดถอยในภูมิภาค

ส่วนสแตนดาร์ด ชาร์ดเตอร์ ระบุว่า อัตราการเติบโตในเอเชีย จะลดลงมาเหลืออยู่ที่ร้อยละ 6.5 ในปี 2555 จากร้อยละ 7.3 ในปี 2554 แต่ก็ยังคงมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเป็นแรงผลักให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี ขณะที่ เศรษฐกิจญี่ปุ่น จะหดตัวลงร้อยละ 0.1 ในงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม จากข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับร้อยละ 0.5 ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลแดนอาทิตย์อุทัย ระบุด้วยว่า การเติบโตในปี 2555 อยู่ที่ร้อยละ 2.2 จากร้อยละ 2.7-2.9 ที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้ โดยรัฐบาลปรับลดการเติบโตทางเศรษฐกิจลง เนื่องจากค่าเงินเยนแข็ง และวิกฤติหนี้ยูโรโซน

ธนาคารกลางญี่ปุ่น ก็เตือนเหมือนกันว่า การเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงเนื่องจากวิกฤติดังกล่าว นอกจากนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาติก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อเดือนมีนาคม ปีที่แล้ว ยังเชื่อกันว่า ญี่ปุ่นจะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้อย่างหวุดหวิด แต่มีความหวังน้อยมากสำหรับการหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดในเร็ว ๆ นี้

ไม่ว่าอนาคตของยูโรโซนจะเป็นอย่างไร ผลจากวิกฤติหนี้ได้แผ่ขยายเป็นที่รับรู้ไปทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อย อียูนั้นเป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของจีน และข้อมูลด้านการผลิตของจีน บ่งชี้ว่า ยอดสั่งซื้อใหม่ ๆ จากต่างประเทศลดลงอย่างมาก โดยเศรษฐกิจจีนขณะนี้โตช้าที่สุดนับจากปี 2552 เพื่อส่งเสริมการเติบโต ธนาคารชาติจีนจึงลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงเมื่อเดือนที่แล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

อย่างไรก็ตาม การสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์จัดทำขึ้นหลังการประกาศดังกล่าว พบว่าธนาคารกลางจีนจะยังคงละเว้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก เว้นเสียแต่ว่า การเติบโตดิ่งต่ำกว่าร้อยละ 8 เช่นเดียวกัน อินเดียประสบปัญหาการเติบโตชะลอตัว และโพลของรอยเตอร์บ่งชี้ว่า ธนาคารชาติจะผ่อนคลายนโยบายการเงินกลางปีหน้าแม้ภาวะเงินเฟ้อยังสูงอยู่ก็ตาม ขณะที่บราซิล ธนาคารกลางก็ปรับลดตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปีปัจจุบันจากร้อยละ 3.5 เหลือร้อยละ 3 และร้อยละ 3.5 ในปี 2555 ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับอัตราเติบโตเฉลี่ยปีก่อน ๆ ที่เกือบเป็นตัวเลขสองหลัก แต่ยังนับว่าดีหากเทียบกับอัตราที่ห่อเหี่ยวของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ กระนั้นก็ตาม โดยรวมแล้ว สรุปได้ว่า แม้มหาอำนาจเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้มีอัตราเติบโตตกต่ำลงเล็กน้อย แต่ยังสามารถผลักดันการเติบโตของโลกได้ในปี 2555 นี้

ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐ ล่าสุด สำนักข่าวเอพีเผยผลสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์พบว่า ส่วนใหญ่เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตเร็วขึ้นในปี 2555 หากไม่ถูกทำให้เฉออกนอกเส้นทางจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในยุโรป และอัตราการว่างงานน่าจะลดลงจากปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 8.6 โดยผลการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 36 คนในสถาบันการศึกษาและบริษัทต่าง ๆ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปีใหม่ จะเติบโตร้อยละ 2.4 ส่วนในปี 2554 คาดว่าจะเติบโตน้อยกว่าร้อยละ 2

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า เศรษฐกิจในปี 2554 ผ่านพ้นไปด้วยทิศทางขาขึ้น โดยมีการจ้างงานใหม่อย่างน้อย 100,000 อัตราเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2549 นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ยื่นขอสิทธิประโยชน์จากการว่างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 บ่งชี้ว่าการลอยแพกำลังจะสิ้นสุดลงและการจ้างงานเพิ่มขึ้น

ผลการสำรวจทำขึ้นระหว่างวันที่ 14-20 ธันวาคม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าในปี 2555 จะมีการสร้างงานเดือนละ 177,000 อัตราไปจนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในตอน
ปลายปี

อย่างไรก็ตาม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบาร์เคลย์ แคปิตอล มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงอ่อนแอต่อผลกระทบจากภายนอก และภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด คือวิกฤติหนี้สินของยุโรป จะทำให้สินเชื่อทั่วโลกหยุดชะงักเหมือนกับครั้งที่เกิดกับในวอลล์ สตรีท ช่วงปลายปี 2551

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ปัญหาจากภายนอกจะไม่เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าเศรษฐกิจเติบโตอย่างเข้มแข็งร้อยละ 4-5 ต่อปี แต่เมื่อเศรษฐกิจจะเติบโตเพียงร้อยละ 2-3 ทำให้วิกฤติในระดับโลกจะส่งผลต่อการสร้างงานและทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น.

ที่มา http://www.dailynews.co.th/world/5563

Oil Futures การลงทุนทางเลือก ที่ไม่ควรมองข้าม




ปัจจุบันการลงทุนผ่าน สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ถือว่าเป็นทางเลือกการลงทุนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมันสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมหาศาล ไม่แพ้หลักทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้นหรือตราสารหนี้ เพียงแต่สินค้าโภคภัณฑ์นี้ จะผันผวนไปตามความต้องการของตลาด จากอุปสงค์อุปทาน ความคาดหวัง และภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาสินค้าโภคภัณฑ์ สามารถปรับตัวขึ้นลงในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 30% หรือ บางปีให้ผลตอบแทนสูงถึง100% เช่น สังกะสี หรือทองแดง ที่เคยเกิดขึ้นในปี 2003 และปี2009 ตามลำดับ
โดยปัจจุบัน ตราสารโภคภัณฑ์ ได้เป็นทางเลือกการลงทุน ให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยมีการซื้อขายผ่านกองทุนรวมเช่น ETF funds หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งนี้ การแบ่งตราสารเหล่านี้สามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้เป็น
1. กลุ่มโลหะ (Metal) ได้แก่ เงิน, สังกะสี, ทองแดง, อลูมิเนียม ที่จะใช้เป็นวัตถุดิบของชิ้นส่วนการผลิตในอุตสาหะกรรม ซึ่งมักจะปรับตัวขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจ หรือตัวเลขการผลิตหรือตัวเลขอุตสาหกรรมต่างๆ

2. กลุ่มโลหะมีค่า (Precious Metal) ได้แก่ ทองคำ, เงิน, แพลตตินั่ม, พาราเดียม มักใช้เป็นตราสารการเงินเพื่อการลงทุน และบางส่วนอาจเป็นวัตถุดิบของชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของเม็ดเงินที่เข้าลงทุนในตราสารเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์ที่ด้อยค่าลงไป จึงทำให้ตราสารเหล่านี้เริ่มมีสภาพ คล้ายเงินสกุลหนี่งได้เลย โดยภาพในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา ทองคำและเงิน มีการพูดถึงมากขึ้นจากกองทุนต่างๆ ประกอบกับความผันผวนที่มากขึ้นตามจึงทำให้ ณ ปัจจุบันเหล่านักเก็งกำไรและนักลงทุน เข้ามาซื้อขายตราสารเหล่านี้ ไม่แตกต่างจากหุ้นหรือตราสารหนี้เลย

3. กลุ่มสินค้าเกษตร (Agriculture) ได้แก่ กาแฟ, ข้าวโพด, ฝ้าย, ถั่วเหลือง หรือน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งจะมีความผันแปรไปตามตามกับความต้องการอาหารโลก รวมถึงสภาวะอากาศและการเพาะปลูก ซึ่งแนวโน้มของราคาสินค้าเหล่านี้ มีแต่จะมากขึ้นเรื่อย จากสภาวะประชากรโลกที่มากขึ้น ในขณะที่แหล่งผลิตและกำลังผลิตมีจำนวนน้อยกว่า จึงถือว่าตราสารนี้นับเป็นตราสารอันหนึ่งที่น่าสนใจในอนาคต

4. กลุ่มพลังงาน (Energy) เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือ น้ำมัน ซึ่งกลุ่มนี้จะผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก ความต้องการด้านพลังงาน สภาวะสงคราม หรือสภาวะเงินเฟ้อ ซี่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา น้ำมันจะมีความสำคัญต่อนักลงทุนมากขึ้นเพราะเป็นสสารที่ใช้แล้วหมดไป จึงทำให้เกิดสภาวะการเก็งกำไรอย่างมากในปี 2008 และถือเป็นตัวชี้นำในดัชนีตลาดหุ้นหลายตลาด เนื่องจากราคาน้ำมันมีผลต่อกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานที่มีอยู่ทั่วโลกซึ่งจะมีน้ำหนักการลงทุนอยู่ในสัดส่วนที่มากในดัชนีตลาดหุ้น แต่อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบันสภาวะการเก็งกำไรในกลุ่มพลังงานอาจมีลดลง แต่ความสัมพันธ์ของราคาน้ำมันกับสภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังคงมีความชัดเจนที่นักลงทุนสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประเมิน สภาวะการณ์ต่างๆได้



ทั้งนี้โดยภาพรวมจะเห็นว่า ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วัฐจักรการเติบโตของตราสารต่างๆในแต่ละช่วง มีอัตราส่วนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้นๆ โลกให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่า แต่อย่างไรก็ดีตราสารที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น ล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ ดังนั้นนักลงทุนควรจะทำความเข้าใจถึงธรรมชาติ ของตราสารเหล่านั้นว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยใดเป็นหลักซึ่งปัจจุบันนี้ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย ได้มีการเพิ่มสินค้า Oil futures เข้ามาซื้อขาย เพื่อเป็นทางเลือกการลงทุนให้กับนักลงทุนในไทย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาถ้าพูดถึงการจัดสินทรัพย์เพื่อการลงทุน น้ำมันถือเป็นตราสารการเงินอันหนึ่งที่จะต้องมีติดไว้ในพอร์ต เนื่องจากเป็นตราสารที่มีความผันแปรไปตามเงินเฟ้อ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ราคาน้ำมันจะมีการปรับตัวขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ในแต่ละรอบของวัฎจักรเศรษฐกิจ ซึ่งหากนักลงทุนใดเลือกการลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว แม้ดอกเบี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามอย่างไร จะลงทุนเท่าไร ก็ไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ จึงจำเป็นจะต้องมีการกระจายหลักทรัพย์เข้าไปในหุ้น หรือ น้ำมัน ซึ่งในช่วงต้นการลงทุนในหุ้นอาจจะสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่หากเงินเฟ้อมีการปรับตัวขึ้นแรง จากต้นทุนสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น น้ำมันจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะราคาจะเกาะไปกับเงินเฟ้อมากที่สุด แต่อย่างไรก็ดี สินค้าน้ำมันถือว่ามีความผันผวนสูง ซึ่งจากกราฟในอดีตจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ปี2003 หลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว จากวิกฤติต้มยำกุ้ง 1997 และผ่านยุคฟองสบู่ดอทคอม 2000 ราคาน้ำมันเคยปรับตัวลงต่ำสุดในปี 2001 ที่ประมาณ 17-18 เหรียญดอลล่าสหรัฐต่อบาเรลล์ และปรับตัวขึ้นสูงสุดในปี 2008 ที่ระดับ145 เหรียญ และปรับตัวลงมาม้วนเดียวที่จุดต่ำสุดในระดับ 35เหรียญ ในระยะเวลาเพียง 6เดือน หรือคิดเป็นการเปลี่ยนแปลง -75% อย่างไรก็ดีในเดือนสิงหาปี 2011 ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 127เหรียญ (อ้างอิงน้ำมัน Brent)
จึงทำให้เห็นได้ว่าจากอดีตถึงปัจจุบัน การซื้อขายพลังงานนั้นมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์ทั้งในทางตรงหรือทางอ้อมต่อผู้ลงทุน ซึ่งในอดีตนักลงทุนหลายท่าน อาจเลือกการลงทุนในหุ้นพลังงานโดยตรง เพื่อต้องการให้ผลตอบแทนเกาะไปกับกระแสการลงทุน เพราะผลกำไรบริษัทเหล่านี้ก็จะปรับตัวไปตามราคาน้ำมันที่ขึ้นลงเช่นกัน เช่น หุ้น PTT, PTTEP, TOP เป็นต้น แต่เมื่อมีหุ้นหลายตัวอยู่ในกลุ่มพลังงาน การกระจายการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยอาจต้องใช้เงินจำนวนมากเพราะต้องมีการกระจายซื้อหุ้นหลายตัวเข้าในพอร์ต ดังนั้น จึงได้เกิดการลงทุนทางเลือกประเภทหนึ่ง คือ กองทุนETF พลังงาน ซึ่งในช่วงปี2008 ทางบลจ.ทหารไทย จึงได้ออกหน่วยลงทุนที่ลงทุนในหุ้นพลังงาน และแบ่งน้ำหนักการลงทุนที่ล้อไปกับ SET Energy เลย ซึ่ง ETF ตัวนี้ชื่อว่า ENGY โดยผลตอบแทนการลงทุนแทบจะไม่ต่างจากตัว index ของ SET Energy เลย จากตัวอย่างภาพด้านล่าง
แต่อย่างไรก็ดี ก็มีนักลงทุนหลายคนเห็นว่าราคาหุ้นพลังงานเหล่านี้ บางครั้งก็ไม่ได้สะท้อนถึงราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ดังนั้นหากสามารถลงทุนจากราคาน้ำมันโดยตรง น่าจะมีประโยชน์กว่า ในแง่ของการที่จะใช้ ตราสารการเงินที่อ้างอิงราคาน้ำมัน เป็นเครื่องมือในการป้องกันเงินเฟ้อ ต้นทุนการขนส่ง หรือ การกำหนดผลตอบแทนให้ไปในทางเดียวกับสภาวะเศรษฐกิจ

จีงทำให้เกิดกองทุน ETF ที่มีการซื้อขายสัญญาราคาน้ำมันในต่างประเทศ โดยจะมีความผันแปรไปตามราคาน้ำมันโลก ซึ่งเราก็จะเห็นว่านักลงทุนไทย ต้องลงทุนผ่านกองทุนรวมซึ่งจะเป็น FIF หรือ Foreign investement Funds คือมีการตั้งกองทุนเพื่อซื้อกองทุนที่ลงทุนในน้ำมันอีกที โดยในทีผ่านมามี บลจ.หลายที่ ที่ออกตราสารลักษณะเหล่านี้ โดยจะอ้างอิงเป็นราคาน้ำมันจาก West Texas (WTI) เช่น IOIL (บลจ.เอ็มเอฟซี), KOIL (บลจ.กสิกร), TOIL(บลจ.ทิสโก้) เป็นต้น ซี่งแม้ว่าผลตอบแทนที่ผ่านมาจะอ้างอิงไปกับราคาน้ำมัน WTI เสมอ แต่โดยรวมผลตอบแทนก็น้อยกว่าราคาน้ำมันจริงที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เพราะกองทุนเหล่านี้ มีค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง จึงทำให้ผู้ลงทุนนั้นเสียเปรียบ ในเชิ่งค่าธรรมเนียมที่มาก และการซื้อขายที่มีแค่วันละครั้ง ซึ่งผู้ลงทุนจะมีความเสี่ยงด้านราคา และเสียเปรียบในเรื่องจังหวะการลงทุนเช่นกัน โดยความแตกต่างของผลตอบแทนของแต่ละกองทุนก็จะเกิดจากค่าธรรมเนียมและวิธีการป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงิน จึงทำให้ผลตอบแทนรวมของแต่ละกองแม้แกว่งตัวไปตามทิศทางตลาดแต่ก็มีอัตราส่วนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เท่ากัน
ดังนั้น OIL Futures จะเป็นคำตอบให้กับใครอีกหลายคน ทั้งในแง่ของผู้ลงทุนและผู้ประกอบการที่จะใช้ลงทุนไปการเติบโตเศรษฐกิจ และใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ซึ่งในโอกาสต่อไปผมคงมาพูดให้ฟังว่าเราใช้ ตราสารเหล่านี้ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน

ที่มา http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538791701&Ntype=4

บทนำกลยุทธ์การเก็งกำไร



“ในตลาดการลงทุนส่วนใหญ่มักมองว่า การเก็งกำไรเป็นเรื่องเลวร้าย ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนโดยสิ้นเชิง แต่ความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างหาก ที่ล้วนแล้วแต่ต้องการกำไร จากการลงทุน เพียงมองแต่ว่า การใช้ระยะเวลา หรือผลประโยชน์ระยะสั้น ก็จะมองเพียงเป็นการเก็งกำไร แต่การร่วมลงทุนในระยะยาวถือเป็นการลงทุน แต่แท้ที่จริงทุกคนต่างมองถึงผลประโยชน์ ซึ่งปรับแต่งคำพูดให้สวยงามว่าเราต่างเป็นนักลงทุน”

โดยธรรมชาติแล้วกิจกรรมการเงินอะไรก็ตามที่ก่อให้เกิดกำไรมักจะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นนักเสี่ยงโชคหรือไม่ก็ตาม วิธีเดียวที่ทำให้ความเสี่ยงใกล้ศูนย์คือการฝากเงินกับธนาคารหรือนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล แต่ผลตอบแทนก็ย่อมต่ำไปด้วย ด้วยเหตุนี้บรรดานักลงทุนที่กระตือรือร้นต่างพยายามขวนขวายหาการลงทุนแบบอื่นที่ให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงสูงกว่า แต่ที่แปลกคือทุกคนต่างไม่ยอมรับว่าตนเองกำลังเก็งกำไร กำลังเสี่ยงเงินของตนหรือกำลังเล่นการพนัน หากแต่แสร้งทำเป็นว่าตนเองมีความฉลาดรอบคอบและเรียกกิจกรรมที่ตนเองประกอบอยู่ว่า “การลงทุน”

ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนและนักเก็งกำไรฟังดูไม่ต่างกันนัก เพราะการลงทุนทุกชนิดคือการเก็งกำไร แตกต่างกันแต่เพียงว่าบางคนยอมรับในขณะที่บางคนไม่ยอมรับ ไม่ว่าคุณจะเรียกกิจกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ว่าเป็นการลงทุนหรือไม่ก็ตาม ความจริงก็ยังหนีความจริงไม่พ้น เพราะการพนันก็ยังคงเป็นการพนันวันยังค่ำ เพราะฉะนั้นการลงทุนทุกชนิดคือการเสี่ยงโชค เพราะคุณต้องเลือกวางเงินของคุณไว้ข้างหน้าว่าจะแทงกองไหน ไม่ว่าคุณจะเลือกหุ้นอะไรก็ตาม ยอมรับเสียเถอะว่านั้นคือการเสี่ยงโชค ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องมาหลอกตัวเอง

นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ เจสซี่ ลิเวอร์โมร์ กล่าวว่า
“ความเสี่ยงอาจมีผลทางบวกหรือลบ เพราะ เราอาจจะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แทนที่จะได้รับผลตอบแทน แต่อย่างไรก็ดีถ้าเราจนลงเพราะการเสี่ยงโชคแล้ว มันก็ยังดีกว่า การที่จนลงเพราะอยู่เฉยๆ ไม่ใช่หรือ?”

“ไม่ว่าคุณจะมีอาชีพอะไร คุณจะต้องเผชิญกับสิ่งที่หวานและขมเสมอ ถ้าคุณเลี้ยงผึ้ง คุณก็ย่อมถูกผึ้งต่อย แต่สำหรับผม ผมก็มีความกังวลอยู่เสมอ ถ้าใครไม่มีความกังวลแล้ว เขาผู้นั้นคงยากจนต่อไป”
ที่มา http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=317906&Ntype=4
ความสัมพันธ์ของตลาดตราสารการเงิน 

             นักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ มักที่จะคอยเฝ้าติดตามข่าวสารต่างๆ ว่านักวิเคราะห์จะมีมุมมองอย่างไร หรือตลาดหุ้นในต่างประเทศจะตอบสนองอย่างไร หรือแม้แต่ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศผู้นำของโลกนั้นจะเป็นอย่างไร  แต่ก็ไม่สามารถแปลความข่าวได้อย่างเข้าใจ ซึ่งบางครั้งในตัวข่าว ก็ยังเกิดความขัดแย้งและสับสนในหลายช่วงเวลา ที่ทำ ให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นประเด็นเดียวกัน แต่เกิดเหตุการณ์คนละช่วงเวลา
 ซึ่งจากตัวอย่างหนี่งที่เราอาจเห็นภาพได้ชัดคือราคาทองคำ ที่อาจมีทั้งปัจจัยบวกและลบได้จากสาเหตุจากสิ่งเดียวกัน แต่เกิดคนละช่วงเวลาได้  เหตุเพราะความสัมพันธ์ของทองคำ มิได้เกิดขี้นจากปัจจัยเดียว  ดังนั้นผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ถึงเหตุผลของกระแสเงินลงทุน ว่ามองสินทรัพย์นั้นเป็นอย่างไรในช่วงเวลานั้น  เพราะตราสารการเงินต่างๆนั้นอาจมีความสัมพันธ์มากกว่าหนึ่งสิ่ง เพียงแต่ช่วงเวลานั้นๆ มุมมองชองนักลงทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปทางใด
ดังนั้นกฎการลงทุน จึงไม่มีรูปแบบตายตัว แต่สามารถศึกษารูปแบบพฤติกรรมที่อาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆได้ โดยผู้ลงทุนจำเป็นต้องสังเกตผลกระทบต่อเนื่องของเหตุการณ์นั้นๆว่าจะมีความสัมพันธ์อย่างไร
ซึ่งการแปลความโดยใช้การท่องจำ อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการเห็นภาพของความสัมพันธ์ของตราสารต่างได้
ดังนั้นผู้ลงทุนควรศีกษาพฤติกรรมความสัมพันธ์ตราสารการเงินต่างๆจากกราฟก็จะสามารถเห็นภาพรวมการลงทุนได้ดีที่สุด
 ซึงจะแตกต่างจากนักลงทุนที่ขาดการวิเคราะห์ด้วยตนเอง  ได้เพียงแต่ติดตามข่าวสาร เพื่อหาเหตุผลย้อนหลัง มาสนับสนุนกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต   ดังนั้นผู้ลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์จากผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ ก็จะมีลักษณะการเข้าซื้อในราคา ที่ก้าวช้าตามหลังผู้อื่นเสมอ ซึ่งเปรียบกับราคาสินทรัพย์ได้เปลี่ยนแปลงสะท้อนข่าวสารไปเกือบหมดแล้ว ซี่งก็หมายถึงโอกาสการลงทุน ก็ถูกปิดช่องว่างนั้นลงไปในทันทีเช่นกัน
ดังนั้น นักลงทุนที่ดี ควรจะสามารถวิเคราะห์การลงทุนได้ด้วยตนเอง และสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับตน
โดยจะต้องมีการวางแผนการลงทุนไว้ล่วงหน้า และปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม ซี่งการเรียนรู้ความสัมพันธ์ของตลาดหุ้นและตลาดตราสารการเงินอื่นๆ นั้นจะเป็นตัวช่วยในการวางแผนการลงทุน ที่จะสามารถประเมินแนวโน้มหรือกระแสเงินลงทุนว่าจะเคลื่อนที่ไปในทางใด อย่างไร


ที่มาhttp://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538794977&Ntype=4

ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อก

บล็อกนี้เป็นบล็อกส่วนตัวที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนในวิชาอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน กลุ่ม10