Financial Management
13/9/55
ชีวิตพอเพียง ฟื้นเศรษฐกิจครอบครัว
เพิ่มรายได้และลดรายจ่าย คือหลักการที่ทำให้ธุรกิจทั่วไปสามารถยืนหยัดอยู่ได้ หากนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในครอบครัวก็น่าจะดีไม่น้อย ดิฉันเชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ แค่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันคนละไม้ละมือก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างให้เศรษฐกิจใจครอบครัวแข็งแรง แต่ถ้าสามารถเพิ่มรายได้ให้เกิดขึ้นในครอบครัวยิ่งถือว่าเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมมากๆดิฉันคิดว่าทุกๆ ครอบครัวนั้นมีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำหนดรายจ่ายที่แตกต่างกัน จึงทำให้สถานภาพในการดำรงชีวิตนั้นไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเชื่อมั่นว่าทุกๆ ครอบครัวทำได้เหมือนกัน นั่นก็คือการรณรงค์และปลูกฝังให้กับสมาชิกทุกคนระมัดระวังในการจับจ่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ข้าวของมีราคาแพงขึ้น หากพวกเราช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย
จงรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้ช่วยครอบครัวของตัวเองเท่านั้น แต่การตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปจากบัญชีของครัวเรือน คือหนทางหนึ่งที่อยากช่วยชาติให้มีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นได้ ฉบับนี้ดิฉันในฐานะแม่บ้านคนหนึ่ง จึงขอเชิญชวนทุกๆ ครอบครัวมาร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจในครัวเรือนด้วยการตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนทำกันได้ เพียงแต่มีวินัยในตัวเองก็จะสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ ดังนั้นหากรู้ตัวว่าสมาชิกในครอบครัวไม่ค่อยมีวินัยมากนัก ในฐานะที่คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกๆ จะต้องสร้างวินัยในการจับจ่ายให้กับลูกๆ ได้เห็น
ทำบัญชีรายจ่าย
ดิฉันมีข้อแนะนำว่าคุณควรทำบัญชีค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อกำหนดรายจ่ายแต่ละอย่างออกมาให้ชัดเจน แล้วนำรายจ่ายทั้งหมดมารวมกันก็จะทราบว่ารายจ่ายก้อนโตที่ต้องจ่ายทุกเดือนนั้น เมื่อนำมาหักรายได้เงินในบัญชีคุณติดลบ หรือยังเหลือพอสำหรับการออมได้บ้าง
หากทำดูแล้วพบว่ารายจ่ายของคุณนั้นสูงพอๆ กับราบรับหรือสูงกว่า หมายความสถานะทางเศรษฐกิจในครอบครัว และคงไม่ต้องการให้เกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างแน่นอน
ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
ในก็ตามที่กำลังตกอยู่ในภาวะที่กล่าวข้างต้น ทางออกเรื่องนี้สามารถทำได้ 2 วิธีค่ะ วิธีแรกคุณจะต้องทำการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ด้วยการพิจารณาบัญชีรายจ่ายประจำเดือนอีกครั้ง แล้วสำรวจว่าอะไรจำเป็นมากที่สุด และอะไรที่ไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายแล้วทุกคนในครอบครัวยังดำรงชีวิตประจำวันอยู่ได้
ตัวอย่างเช่น รายจ่ายที่จำเป็นสำหรับบางครอบครัวคือ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าขนมเด็กๆ ค่าน้ำมันรถสำหรับคุณพ่อ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนแต่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ก็อาจมาพิจารณากันใหม่อีกครั้งว่าค่าขนมของเด็กๆ นั้นมากเกินความจำเป็นหรือไม่ ทำอย่างไรถึงจะขับรถอย่างประหยัดน้ำมัน หรือมีทางที่จะประหยัดพลังงานอื่นๆ ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้แม้ว่าจะตัดไม่ได้ แต่ก็สามารถควบคุมให้จ่ายน้อยลงได้
ส่วนค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ตัดออกไปแล้ว จะทำให้สภาพเศรษฐกิจดีขึ้นก็ควรทำอย่างเร่งด่วน เช่น หากพบว่าบัญชีรายจ่ายประจำเดือน มีค่าเครื่องสำอางคุณแม่ที่มากไปต้องถามตัวเองว่าใช้ให้น้อยลงได้หรือไม่ หรือถ้าคุณพ่อเลิกสูบบุหรี่และงดดื่มได้จะช่วยให้มีเงินเหลือเก็บเพิ่มมากขึ้นมากน้อยแค่ไหน
ข้อแนะนำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ก็คือทุกคนในบ้านไม่ควรทำตัวอินเทรนด์ เห็นอะไรใหม่ๆ ก็อยากได้ไปหมด อย่าทำตัวทันสมัยจนเกินความจำเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างที่ล้าสมัยหรือตกรุ่น แต่ทำให้ครอบครัวประหยัดก็ควรเลือกในสิ่งนั้นเถอะค่ะ พฤติกรรมที่เห็นคนอื่นเขามีแล้วอยากมีความปรับเปลี่ยนได้แล้ว เพราะจะทำให้รายจ่ายในครอบครัวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้แล้วยังมีรายจ่ายอื่นๆ ที่ทุกคนในบ้านควบคุมได้ เช่น ไม่ต้องดูเคเบิลทีวีแต่เปลี่ยนมาชมรายการจากฟรีทีวีแทน หรือเลิกใช้บริการซักรีดแล้วทุกคนมาช่วยกันคนละไม้ละมือในวันหยุด ฯลฯ ดิฉันเชื่อว่ายังมีรายจ่ายอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่จำเป็นสำหรับครอบครัวที่มีรายรับน้อย การเลือกจ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น คืออีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนในบ้านอยู่กันอย่างมีความสุข
เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคก็มีความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายไม่น้อยเช่นกัน แม้ว่าในแต่ละเดือนครอบครัวอาจจัดปาร์ตี้ได้บ้างแต่ถ้ามีขึ้นบ่อยๆ แล้วทำให้คุณมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินอยู่แบบปกติก็จะช่วยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมการจับจ่ายของแม่บ้านก็สำคัญ เช่น หากคุณเคยชินกับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าวันหนึ่งคุณต้องประหยัดเพื่อช่วยเหลือครอบครัว การเปลี่ยนมาซื้อผักสดจากตลาดใกล้บ้าน ก็จะทำให้คุณจับจ่ายน้อยกว่าใช่หรือไม่
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันขอแนะนำให้ตัดออกจากบัญชีรายจ่ายของครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจในครัวเรือนสั่นคลอนหากรายการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านในแต่ละเดือนนั้นมีความถี่มากเกินไป ก็ควรลดหรือตัดออกบ้าง อย่าลืมนะคะว่าในแต่ละมื้อของอาหารนอกบ้านนั้นต้องจ่ายไม่น้อยเลยทีเดียวหากรับประทานกันได้มากกว่า ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวน่าจะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขกับการช่วยกันทำอาหารไม่น้อยเลย
เพิ่มรายได้
ทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้เลยเพราะหลังจากที่สำรวจดูแล้วอะไรๆ ก็สำคัญต่อชีวิตไปหมด มีทางเดียวที่ช่วยคุณได้ก็คือ ต้องหารายได้เพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นแต่ละเดือน กรณีนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องมาปรึกษากันว่าใครควรจะทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม
แต่ขอแนะนำให้คิดกันอย่างรอบคอบนิดนึงว่า การทำงานเพิ่มขึ้นนั้นคุ้มหรือไม่ หากต้องมาเบียดเบียนเวลาของครอบครัวปกติวันหยุดทุกคนมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งหายไป ความสุขของครอบครัวยังมีเหมือนเดิมหรือไม่
ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันต้องการให้ทุกๆ ครอบครัวตระหนักอยู่เสมอก็คือ อย่าคิดว่าอะไรๆ ก็จำเป็นต้องจ่ายไปหมดรายจ่ายบางประเภทที่เข้าข่ายฟุ่มเฟือยก็ควรตัดออกไปจากบัญชีบ้าง ความสุขบางอย่างที่คุณซื้อด้วยเงิน ก็อาจทำให้คุณทุกข์เพราะเงินได้เช่นกัน
นอกจากนี้แล้วดิฉันอยากจะขอให้ทุกๆ คนดำเนินชีวิตโดยใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำหริของในหลวง หากพวกเราทุกคนปฏิบัติตามคำสอนดังกล่าวได้ ดิฉันเชื่อว่าจะไม่มีครอบครัวใดต้องทนทุกข์เรื่องรายจ่ายที่เกินตัวอย่างแน่นอน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและปลูกฝังสมาชิกในบ้านให้มีความเป็นตัวของตัวเอง หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความฟุ่มเฟือยและสิ่งที่เกินความจำเป็นของชีวิต
ยังมีวิธีต่างๆ อีกมากมายที่แต่ละครอบครัวสามารถลดค่าใช้จ่ายของตนเองให้น้อยลง ดิฉันขอให้ลองไปทำบัญชีกันดูนะคะและก่อนที่จะจากกันในฉบับนี้ ดิฉันฝากไว้ว่าการประหยัดพลังงานในบ้านนั้นก็สำคัญไม่น้อย เพราะจะช่วงให้ครอบครัวประหยัด ค่าไฟฟ้า ดังนั้น ควรจะใส่ใจการใช้พลังงาน ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันเพื่อประหยัด และต้องปลูกฝังให้ทุกๆ คนเรียนรู้เรื่องการประหยัดพลังงานด้วยวิธีง่ายๆ ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น เปิดม่านเพื่อรับแสงสว่าง เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท ฯลฯ ง่ายๆ แค่นี้ก็จะช่วยลดรายจ่ายในครอบครัวได้แล้วค่ะ
ปรับตัวอย่างไร ให้หลุดจากหนี้ปีนี้
ขอให้กำหนดไว้ในใจเลยว่า ตัวเองต้องใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล ใช้อย่างไร และมากน้อยแค่ไหนตลอดปีนี้ จากนั้นให้กำหนดว่าสมาชิกแต่ละคนควรใช้จ่ายเท่าใด และไม่ควรปล่อยให้ใช้จ่ายออกนอกลู่นอกทาง
"หนี้" คำนี้สำหรับคนไทย ที่มีความสามารถ และความเสี่ยงต่ำในการชำระคืนหนี้ ทั้งผ่อนส่ง และกู้ยืมมา อาจเป็นคำที่ไม่น่าหนักอกหนักใจ แต่คนไทยกลุ่มหนึ่งที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง การมีหนี้จึงเป็นเรื่องน่าหนักใจ ต้องระวังไม่ให้เพิ่มขึ้น
"9 กลวิธีปฏิบัติได้ เพื่อเป็นอิสระจากหนี้" เรียบเรียงโดยสตีเฟ่น บี.สมิธ คอลัมนิสต์ของอินเวสเตอร์ วีคลี เผยแพร่บนเวบไซต์ฟิเดลิตี้ จึงเป็นหัวข้อที่คนไทยซึ่งอาจมีปัญหาหนี้หนักอกอยู่ตอนนี้ สามารถเก็บไว้เป็นข้อมูลไว้ปรับใช้ รับมือสถานการณ์ค่าครองชีพที่มีแต่จะขึ้นได้
สมิธมีวิธีการต่างๆ ถึง 9 วิธี ที่จะช่วยให้สมาชิกภายในบ้าน ร่วมมือร่วมใจกันประหยัด และรู้จักใช้รู้จักจ่ายในชีวิตประจำวันอย่างระมัดระวัง เพื่อที่ตัวเองกับสมาชิกอื่นในครอบครัวห่างไกลจากคำว่าหนี้
"กำหนดแผนใช้จ่ายเสียตั้งแต่ตอนนี้" เป็นทั้งคำแนะนำและคำเตือนแรกของสมิธ เพราะเขาถือว่าการคิดจัดทำแผนการเงินเป็นเหมือนการสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับครอบครัว
ขอให้กำหนดไว้ในใจเลยว่า ตัวเองต้องใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล ใช้อย่างไรและมากน้อยแค่ไหนตลอดปีนี้ จากนั้นให้กำหนดว่าสมาชิกแต่ละคนควรใช้จ่ายเท่าใด และไม่ควรปล่อยให้ใช้จ่ายออกนอกลู่นอกทาง
อย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ จะต้องรวมค่าใช้จ่ายบางรายการที่ไม่อาจคาดเดาได้ไว้ด้วย รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์หรือความบันเทิง
"ขอให้เดินตามแผนการใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด" หากรอใบเรียกเก็บเงินหรือให้ชำระหนี้ส่งมา แล้วค่อยดำเนินการตามแผนใช้จ่ายที่วางไว้ อาจจะสายเกินไป เมื่อค่าใช้จ่ายบานปลายจนยากจะจัดการได้
ดังนั้น ขอให้ติดตามดูตัวเลขใช้จ่ายเสียแต่เนิ่นๆ โดยอาจจะใช้บริการออนไลน์ตามเวบไซต์ต่างๆ ที่มีโปรแกรมบริหารการใช้จ่าย หรือระบบที่มีแผนคอยปรับข้อมูลตารางการใช้จ่ายให้ทันสมัยอยู่เสมอ
คอยเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน และแผนที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้แน่ใจเสมอว่าตัวเองยังอยู่ในขอบเขตหรือข้อจำกัดที่ได้ตั้งไว้ตามแผน
"กำหนดเส้นตายชำระคืนหนี้ให้ตัวเอง" หากมีหนี้ต้องชำระ 800 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงวันหยุด และชำระคืนก้อนหนี้ด้วยเงินขั้นต่ำต้องชำระ เมื่อคำนวณเป็นตัวเลขแล้วพฤติกรรมเช่นนี้จะต้องใช้เวลาเกือบ 11 ปีถึงจะหมดพันธะจากหนี้ก้อนนี้ได้
นอกจากนี้ ต้นทุนหรือหนี้ก้อนแรกที่มีอยู่ จะยิ่งทวีคูณ มีมากกว่าเดิม 2 เท่า คิดคำนวณจากสมมติฐานการชำระคืนขั้นต่ำสุด 2.5% หรือ 10 ดอลลาร์ และอัตราดอกเบี้ยต่อปี 18% เตือนตัวเองไว้เสมอว่า ต้องรีบชำระหนี้โดยเร็ว ไม่ควรติดแน่นอยู่กับหนี้ไปจนถึงปีหน้า
"ตัดลดรายการของขวัญของฝากที่ไม่จำเป็น" ไอเดียนี้เหมือนกับการตัดแต่งต้นไม้ในบ้าน แต่ตัวเลขค่าใช้จ่ายสามารถจำกัดได้ด้วยการตัดรายการของขวัญของฝากออกไปเสียบ้าง
เพราะแทนที่จะส่งของขวัญหรือซื้อของฝากไปให้ญาติกับมิตรสหายทุกคนที่รู้จัก ขอให้เปลี่ยนเป็นการส่งสารแสดงความยินดีหรือความคิดถึงชื่นชมสัมพันธภาพไปให้แทน กรณีจำเป็นขอให้เลือกซื้อของขวัญให้เฉพาะญาติกับเพื่อนสนิทจริงๆ
"ส่งอีการ์ดแทนซื้อของส่งไปให้" แทนที่จะเสียเงินซื้อกระดาษกับบัตรอวยพรที่มีเสียงเพลงซึ่งมีราคาแพง หรือบัตรอวยพรหรูหรา และมีลูกเล่นเอาใจผู้รับ ขอให้ใช้ความเรียบง่ายกับของฟรีที่มีให้ในโลกไซเบอร์
โดยผู้อยากจะให้บัตรอวยพรโดยไม่ต้องเสียเงิน สามารถเจาะเข้าไปดูทางเวบไซต์ ซึ่งให้บริการส่งอิเล็กทรอนิกส์ การ์ด หรือ อีการ์ดฟรีตลอด 24 ชั่วโมง อย่าง123greetings.com หรือ hallmark.com
"คิดหาตกแต่งของขวัญด้วยตัวเอง" ของขวัญดีที่สุดมักจะมาจากมันสมองของตัวเอง และดีกว่าการซื้อหาด้วยเงินทอง ลองหารูปเก่าๆ มาใส่กรอบให้กับผู้รับ หรือทำปฏิทินมีรูปถ่ายจากกล้องดิจิทัล
สำหรับครอบครัวที่มีพี่เลี้ยงเด็ก อาจให้คูปองส่วนลดซื้อของกินของใช้ตอบแทนน้ำใจ หากมีเก้าอี้โยกเก่าๆ ที่ยังใช้การได้ดี ให้ลองนำมาดัดแปลงทาสีขัดเงาจนกลายเป็นของขวัญชิ้นใหม่ได้ ความสำคัญสำหรับของขวัญประเภทนี้คือผู้รับรู้สึกชื่นชม และสามารถสัมผัสกับน้ำใจที่ได้จากผู้ให้
"ชอปปิงผ่านอินเทอร์เน็ต" ด้วยวิธีนี้ช่วยผู้ให้สามารถประหยัดเวลา ประหยัดน้ำมัน เลี่ยงการเข้าคิวซื้อของกับการเดินแออัดฝ่าฝูงชนตามห้างสรรพสินค้า หรือปวดหัวกับการขับหาที่จอดรถ
ร้านค้าปลีกหลายแห่งแข่งกันนำเสนอ ให้ชอปปิงโดยไม่คิดค่าส่งสินค้า ในบางกรณีร้านค้าจะจัดส่งให้ลูกค้าได้โดยตรงไม่ต้องผ่านสำนักงานไปรษณีย์ แต่ก่อนจะใช้บริการขอให้แน่ใจด้วยว่า การซื้อสินค้าทางออนไลน์ไม่คิดค่าจัดส่งไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม
"หยุดพักผ่อนนอนสบายอยู่กับบ้าน" ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำเป็นลืมตารางทำงานไปเสียบ้าง ลองปล่อยสมองไปหากิจกรรมกระโดดโลดเต้น ดูแสงสีฟังเสียงเพลงเพราะๆ
คลายเมื่อยด้วยการอาบน้ำอุ่น จากนั้นนอนอ่านหนังสือดี จิบน้ำชาหรือช็อกโกแลตอุ่นๆ เพียงแค่หยุดจัดการกับเรื่องค่าใช้จ่าย ที่อาจจะยังไม่ลงตัวและน่าปวดหัวเสียบ้าง หากสมองปลอดโปร่งความคิดที่ตามมาจะโลดแล่นกลับมาแก้ปัญหาทุกอย่างได้ดีขึ้น
"ทำบุญช่วยจรรโลงใจห่างไกลหนี้" คือ คำแนะนำสุดท้ายที่สมิธเชื่อว่า การทำบุญกุศลด้วยการให้ อาจเป็นการให้เสื้อผ้ากับผ้าห่มที่ใช้แล้ว หรือให้ตุ๊กตาที่ลูกๆ ไม่เล่นแล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพดีเล่นได้ แก่องค์กรต่างๆ ที่พัฒนาเยาวชนซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลกเช่น ยูนิเซฟหรือมูลนิธิศุภนิมิตร
ความดีจากการให้ ทำให้สมิธเชื่อว่า จะช่วยสมาชิกในครอบครัวค้นพบความสุขใจ โดยไม่ต้องแสวงหาวัตถุใหม่ราคาแพง จากการลุยชอปปิงจ่ายเงินสร้างหนี้บัตรเครดิตกันในวันหยุด
ตั้งอกตั้งใจ ทำตามวิธีดังกล่าวข้างต้น เชื่อเถอะว่าภายในปีนี้หลุดหนี้มีอิสรภาพทางการเงินแน่นอน
บทความจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"
1. " ความรู้ทางการเงิน" สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า "ความรู้ทางการงาน" เพราะในชีวิตของคนเราทุกคนนั้น จะมีช่วงที่จะสามารถหา "รายได้จากการทำงาน" (you at work) จำกัด และจะต้องมีชีวิตหลังเกษียณค่อนข้างยาวนาน จึงต้องรู้วิธีที่จะ "ใช้เงินให้ทำงาน" (money at work)
2. การออมเป็น "เกมแห่งระยะเวลา" (game of time) ใครเริ่มต้นก่อน ก็รวยก่อน เพราะยิ่งทิ้งไว้นาน ยิ่งได้เป็นกอบเป็นกำ ถือเป็น "เงื่อนไขจำเป็น" ของทุกคนที่มีเป้าหมายต้องการบรรลุสู่อิสรภาพทางการเงิน
3. การลงทุนเป็น "เกมแห่งจังหวะเวลา" (game of timing) ต้องรู้จังหวะในการเข้าออกจากตลาดที่เหมาะสม ซื้อเมื่อต่ำ ขายเมื่อสูง หยุดเมื่อสงสัย เพราะถ้าหากเข้าผิดจังหวะ ยิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งเสียหายมาก และทำให้โอกาสที่จะได้ทุนคืนยากขึ้นเรื่อยๆ (losses are harder to regain)
4. การตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนไม่ใช่การตัดสินใจซื้อสินค้าสำเร็จรูป (product) แบบที่ตัดสินใจตอนซื้อครั้งเดียวจบ ถ้าไม่ได้ผล หรือใช้แล้วไม่พอใจ ก็ทิ้งมันไว้เฉยๆ จริงๆ แล้วการลงทุนเป็นกระบวนการ (process) ที่ต้องมีการเอาใจใส่ ติดตามผล และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลอดเวลา
5. หนทางไปสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว จุดสำคัญในการบริหารการลงทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ วิธีการ หรือสไตล์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเพียง "เกมภายนอก" (outer game) แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ วิธีคิด พลังใจ ซึ่งเป็น "เกมภายใน" (inner game)
6. ลำพังแค่การ "เอาชนะดัชนี" (beat the index) ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่มีใคร "เอาชนะตลาด" (beat the market) ได้ เคล็ด (ไม่) ลับในการจะยืนหยัดอยู่ในเกมการลงทุนอย่างตลอดรอดฝั่งในฐานะ "ผู้ชนะ" นั้น อยู่ที่การยืนอยู่ข้างเดียวกับตลาดไม่ใช่ฝืนตลาด
7. ความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน จริงๆ แล้วมันอาจเปรียบได้กับการวิ่งแข่งระยะไกล (marathon) ไม่ใช่การวิ่งแข่ง 100 เมตร (sprint) ดังนั้น คุณจะต้อง "รู้จักตัวเอง" (know yourself) ว่าอะไรคือสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมที่เข้ากันได้กับความสามารถในการรับความเสี่ยง (risk attitude) และทักษะในการลงทุน (risk aptitude) เพราะนั่นคือ "ระบบ" ที่คุณต้องใช้ในเพื่อ "ทำธุรกิจ" นี้ในระยะยาว
8. ในการใช้เงินต่อเงินนั้น คุณต้อง "รู้จักเครื่องมือ" (know the vehicle) ว่ามีลักษณะและรูปแบบการให้ผลตอบแทนอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอะไรบ้าง
9. นอกจากนี้ คุณต้อง "รู้จักตลาด" (know the market) คือ รู้ว่าตลาดการเงินมีธรรมชาติเป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมขึ้นลงของตลาด และรู้วิธีการในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนว่าต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร
10. อย่าติดอยู่ในกับดักของ "การบริโภคข้อมูลเกินขนาด" (information overload) ซึ่งมัวแต่สนใจหาข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ จนไม่กล้าลงมือปฏิบัติ (analysis paralysis) เพราะมีความเชื่ออย่างผิดๆ แบบพวกมองโลกสมบูรณ์แบบ (perfectionist) ว่าถ้ามีข้อมูลที่สมบูรณ์จะไม่เกิดความผิดพลาด (zero-defect mentality) จริงๆ แล้ว หัวใจสำคัญของการบริหารการลงทุนนั้นอยู่ที่การ "จำกัดความเสี่ยง" (risk limitation) ไม่ใช่ "กำจัดความเสี่ยง" (risk elimination) ถ้าถามว่ากฎที่สำคัญที่สุดที่สรุปได้จากการปฏิบัติ (rule of thumb) ของผู้เขียนหนังสือชุด "อยากรวย ต้องรู้" คืออะไร ก็อยากตอบว่า rule of " ทำ" นั่นคือ "รู้แล้วต้องลงมือทำ" เพราะในภาษาอังกฤษ คำว่า "โชคลาภ" (luck) เป็นตัวย่อของ Laboring Under Correct Knowledge แปลว่า "ลงมือทำ ด้วยความพากเพียร โดยอาศัยความรู้ที่ถูกต้อง" นั่นเอง
ที่มา: นำชัย เตชะรัตนะวิโรจน์ และคณะ. อยากรวย ต้องรู้ เล่ม 3: รู้จักเครื่องมือ :กรุงเทพฯ: ฝ่ายสื่อสิ่งพิมพ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ฝอยทอง
* ไข่เป็ด 5 ฟอง
* ไข่ไก่ 5 ฟอง
* น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง
* น้ำลอยดอกมะลิ 1 1/2 ถ้วยตวง (หรือน้ำเปล่า)
* ไข่น้ำค้าง 2 ช้อนโต๊ะ(ไข่ขาวส่วนที่เป็นน้ำใสๆ ที่ติดอยู่กับเปลือกด้านป้าน)
* น้ำมันพืช 1 ช้อนชา
* กรวยทองเหลืองหรือกรวยใบตอง (สำหรับโรยไข่ในกระทะ)
* ไม้แหลม (สำหรับตักและพับฝอยทองในกระทะ)
วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. ต่อยไข่ไก่และไข่เป็ด เลือกเอาเฉพาะไข่แดง นำออกมากรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อรีดเอาเยื่อออก 2. ผสมไข่แดง, ไข่น้ำค้างและน้ำมันพืชเข้าด้วยกัน คนจนผสมกันทั่ว 3. นำน้ำลอยดอกมะลิผสมกับน้ำตาลในกระทะทองเหลืองและนำไปตั้งไฟร้อนปานกลาง รอจนเดือด 4. นำส่วนผสมไข่แดงใส่ลงไปในกรวยและนำไปโรยในน้ำเชื่อมที่เดือด ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาทีจนไข่สุกจึงใช้ไม้แหลม สอยขึ้นและพับให้เป็นแพตามต้องการ 5. จัดใส่จาน เสริฟเป็นของว่างทางเล่นในวันสบายๆ |
ที่มา http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_golden_threads_foy_thong_th.html
11/9/55
ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ
ปฏิรูปประเทศไทย แบบไหน อย่างไร : วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กรุงเทพธุรกิจ 26 กันยายน 2554
ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ มีผลกระทบทั่วโลก เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีผลิตภัณฑ์มวลรวมราว 20% ของ GDP ของทั้งโลก ทั้งลงทุนและค้าขายกับต่างประเทศมากสหรัฐ ถลุงใช้พลังงานน้ำมัน ถ่านหิน ของตนเองจนเหลือน้อยต้องสั่งเข้ามา ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในระยะ 30 ปีหลังแข่งขันสู้ประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้ลดลง สหรัฐยังพึ่งอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงและผลิตอาหารและยาได้ส่วนหนึ่ง แต่หันไปหารายได้จากภาคบริการ โดยเฉพาะเรื่องการเงินการธนาคารที่มีการขยายตัวมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ทำกำไรได้สูงเพิ่มขึ้นมาก แต่ธุรกิจการเงิน คือ ตัวสร้างปัญหาวิกฤติในปัจจุบัน
สหรัฐขาดดุลการค้า คือ สั่งเข้ามากกว่าส่งออก แต่อยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้ต่างประเทศ ในรูปของการพิมพ์พันธบัตรรัฐบาลมาขายให้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ เช่น จีน ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง (โดยสหรัฐจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เช่น พันธบัตร 10 ปี จ่ายดอกเบี้ยผู้ถือธนบัตรเพียงปีละ 2.9% เป็นต้น) เงินดอลลาร์ที่ธนาคารกลางของสหรัฐพิมพ์ได้เอง และให้รัฐบาลสหรัฐกู้ได้กลายเป็นเงินสกุลหลักในการลงทุนและการค้าขายทั่วโลก ทำให้ประเทศต่างๆ ถือเงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองมากสหรัฐยังสามารถกู้ธนาคารญี่ปุ่นได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำด้วย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเงินออมมาก และอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าประเทศอื่น
สหรัฐเป็นประเทศที่บริโภคมากกว่าออม นายทุนส่วนน้อย 10% แรกรวยขึ้นมาก แต่คน 90% ถูกกดขี่ค่าจ้างแรงงาน ทำให้รายได้สุทธิคงที่ (หักเงินเฟ้อแล้ว) ของแรงงานส่วนใหญ่ สามารถซื้อสินค้าได้จริงคงที่หรือลดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 คนอเมริกัน (ประชากร 306 ล้านคน) อยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้เพิ่มขึ้น หนี้ของครัวเรือนอเมริกันโดยเฉลี่ยสูงกว่ารายได้เฉลี่ยราว 2-3 เท่า
รัฐบาลสหรัฐขาดดุล ทั้ง 2 ทาง คือ ทั้งขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ (สั่งเข้ามามากกว่าส่งออก) และ รัฐบาลขาดดุลงบประมาณ (รายจ่ายสูงกว่ารายรับของรัฐบาล) มาอย่างต่อเนื่อง ช่วงปี 2000-2006 สหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้า+บริการ) ถึง 4 ล้านล้าน (4 Trillion) ดอลลาร์ รัฐบาลขาดดุลงบประมาณประจำปีของภาครัฐราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน การขาดดุลงบประมาณประจำปีของสหรัฐส่วนหนึ่งมาจากการทำตัวเป็นจักรวรรดินิยม ใช้นโยบายปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของตนด้วยการลงทุนทางทหารอย่างมหาศาล
ระบบทุนนิยมสหรัฐเป็นระบบที่นายทุนส่วนน้อยกดขี่แรงงานและผู้บริโภคที่เป็นคนส่วนใหญ่ 2 ต่อ คือ 1. กดค่าจ้างแรงงาน (รวมทั้งส่งเสริมให้แรงงานอพยพมาที่สหรัฐมากขึ้น เพื่อจะได้มีซับพลายแรงงานมากขึ้นและโยกย้ายโรงงานไปจ้างแรงงานราคาต่ำกว่าในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้นและแรงงานขาดอำนาจต่อรอง ต้องยอมรับค่าจ้างที่ต่ำ) และ 2. หากำไรจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการลงทุนด้านการเงิน ยิ่งคนมีรายได้น้อย เครดิตไม่ดี ยิ่งต้องเสียดอกเบี้ยสูงกว่าคนรวย ธุรกิจธนาคาร สถาบันการเงินที่หากำไรจากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม กำไร และคอมมิชชั่น จากการลงทุนเก็งกำไร จากหุ้น ตราสาร อนุพันธ์ ผลิตภัณฑ์การเงินต่างๆ ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก เมื่อ 30 ปีที่แล้ว วงเงินจากสินเชื่อและตราสารต่างๆ อยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ปัจจุบันอยู่ที่ 596 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่ายอดซื้อขายสินค้าจริงทั่วโลก 10 เท่า
ปัญหาวิกฤติด้านการเงินการธนาคารในสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคาร สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อบ้านให้ผู้กู้ที่รายได้ต่ำ อย่างหละหลวมและเป็นจำนวนมากเกินไป รวมทั้งยังเอาหนี้เหล่านั้นไปจัดรวมกันแล้วแปลงเป็นสินทรัพย์ ตราสาร ตราสารค้ำประกันหนี้ และผลิตภัณฑ์การเงินประเภทต่างๆ ไปขายต่อกันเป็นทอดๆ เพื่อได้เงินเอาไปปล่อยกู้เพิ่ม ทำให้มีการปล่อยกู้และการขายต่อตราสารการเงินประเภทต่างๆ รวมกันแล้วมีมูลค่าสูงกว่าสินทรัพย์เดิมหลายเท่ามาก การขายต่อขายกันไปมาในหมู่ธนาคาร สถาบันการเงินและต่างคนต่างก็คิดว่าตนเองเสี่ยงน้อย เพราะขายต่อให้คนอื่น รวมทั้งมีการค้ำประกันเป็นการลดความเสี่ยงของตนแล้ว แต่ถ้าคิดทั้งระบบแล้ว คือ การเพิ่มความเสี่ยงเพราะธนาคาร สถาบันการเงินซื้อและค้ำประกันในหมู่พวกเดียวกันนั่นเอง
หลังจากที่สหรัฐเกิดวิกฤตการณ์ประชาชนไม่สามารถผ่อนส่งหนี้บ้านได้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 2007 ภายในปีเศษๆ ราคาบ้านตกต่ำอย่างมาก ผู้กู้ผ่อนส่ง 13.6 ล้านคน (17.3% ของผู้มีบ้านอยู่ในสหรัฐ) ต้องส่งบ้านที่ตอนต้นปี ค.ศ. 2009 มีมูลค่าต่ำกว่าตอนที่เขาทำสัญญาซื้อราวครึ่งหนึ่ง หลายคนเจอปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะขายก็ขาดทุนมาก หรือขายไม่ออกเพราะไม่มีคนซื้อ จะผ่อนส่งต่อ ก็มีปัญหาการชำระหนี้ เพราะบางคนตกงาน รายได้ลด หรือมีปัญหาส่วนตัวอื่นๆ เช่น หย่าร้าง เลิกรากัน ไม่มีคนช่วยผ่อนส่ง
เศรษฐกิจสหรัฐเป็นเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับภาคการค้าและบริการ (ซึ่งรวมทั้งเรื่องการเงิน) สูงกว่าภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งเกษตรมาก หลังเกิดวิกฤติการเงิน ภายในปีกว่าๆ คนอเมริกันตกงานไปแล้ว 3.5 ล้านคน ปี 2007 8 บ้านถูกสถาบันการเงินยึดไปราว 3.8 ล้านหลัง และคาดการณ์ว่าจากเดือนกันยายน 2008-ปี 2012 จะมีการยึดบ้านที่คนกู้ไม่มีเงินจะส่งถึง 6.4 ล้านหลัง เมื่อฟองสบู่แตก บ้านและหุ้นราคาตกต่ำลงราวครึ่งหนึ่ง ทำให้คนมีทรัพย์สินและรายได้ลดลงอย่างฮวบฮาบ ผู้บริโภคกำลังซื้อลดลง ธนาคารยึดไปก็ไม่สามารถขายต่อทำกำไรได้เหมือนในภาวะปกติ ทั้งธุรกิจและประชาชนจึงมีฐานะตกต่ำตามๆ กันเป็นลูกโซ่
วิกฤติเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว แม้รัฐบาลจะใช้เงินภาครัฐไปอัดฉีดอุ้มคนรวย คือ ธนาคาร สถาบันการเงิน รวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ ธุรกิจบ้านมาก ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาการว่างงานยังสูงในระดับ 16% เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลโอบามา ขอเพิ่มเพดานในการกู้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องพักชำระหนี้ โดยเพียงแต่จะลดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายทางทหารและสวัสดิการสังคม แต่ ไม่ได้มีโครงการว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ได้อย่างไร เพราะนักการเมืองสหรัฐหาเสียงแบบไม่ยอมเพิ่มภาษีคนรวยทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิต เอสแอนด์พี ลดอันดับเครดิตของรัฐบาลสหรัฐลง ทำให้รัฐบาลสหรัฐมีต้นทุนในการกู้สูงขึ้น เพราะกลายเป็นลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ความจริงรัฐบาลสหรัฐจะแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ ถ้ากล้าปฏิรูปเก็บภาษีคนรวยมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายทางทหารลงอย่างจริงจัง และช่วยเหลือพัฒนาแรงงานให้มีประสิทธิภาพและรายได้สูงขึ้น
ประเทศไทยไม่ควรดำเนินนโยบายอุ้มคนรวยแบบสหรัฐ ควรถือ ทุนสำรองส่วนที่เป็นเงินดอลลาร์ลดลง และควรลดการพึ่งพาการส่งออกลง ปฏิรูปคนและเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นธรรมและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนเพิ่มขึ้น พึ่งตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้น ประเทศไทยจึงจะไม่เกิดปัญหาแบบกรีซและประเทศทุนนิยมอื่นๆ
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q3/2011_September_26p3.htm
ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าวเป็นพิษ"
โดย : ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร parnpreeb@hotmail.com กรุงเทพธุรกิจ 27 กันยายน 2554
"การรับจำนำข้าว" ถูกฝ่ายการเมืองนำกลับมาใช้เป็นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรอีกครั้ง ทั้งที่ความจริงแล้ว ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายการเมือง ก็ "แทรกแซงตลาด" และ "ยกระดับราคาสินค้าเกษตร" ด้วยการจำนำมาตลอด แต่ไม่ว่าจะจำนำ หรือประกันราคา ส่วนที่ได้ "ผลดี" บ้างคือ ช่วยดันราคาพืชผลเกษตรสูงขึ้น ตรงข้ามก็สร้างปัญหามากมาย ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพราะ "บิดเบือนราคาตามกลไกตลาด" และ "เปิดช่องให้ทุจริตคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร"
เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะรับจำนำข้าว เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมนี้ ก็คงไม่ใช่เวลาจะถกเถียงกันว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร คงต้องติดตามดูว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้การรับจำนำเรียบร้อย และสูญเสียงบประมาณน้อยที่สุด
ในฐานะที่ผมเคยดำรงตำแหน่งประธานองค์การคลังสินค้า (อคส.) ยังจำประสบการณ์กระบวนการบริหารจัดการนโยบายจำนำข้าวได้ เพราะ อคส.เป็นหน่วยงานทำหน้าที่รับจำนำข้าวให้รัฐบาล ปัญหาในช่วงนั้น มีตั้งแต่ปลอมปนข้าวของ 57 โรงสี ที่ตรวจพบแต่เรื่องถูกดองไว้ ปัญหาล็อกสเปคของเซอร์เวเยอร์ ปัญหาข้าวหายจากโกดัง จำนวนข้าวในสต็อกไม่ครบ ข้าวเหลือสต็อกแต่ไม่ระบายออก เพราะกลัวราคาในประเทศตกต่ำ ผู้ชนะประมูลไม่มารับข้าว ไม่จ่ายค่าเช่า ค่าปรับ ค่าโกดังเก็บข้าว หรือฝ่ายการเมืองอนุมัติให้ย้ายข้าวข้ามเขตได้
ปัญหาเหล่านี้ ส่งผลให้การทำงานของ อคส.ยากลำบาก หันไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา ถ้าตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องกลายเป็น "แพะรับบาป" แทนฝ่ายการเมืองเสมอๆ ผมจึงอยากเสนอความเห็น และข้อสังเกตเพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
1. การบริหารจัดการข้าวตามนโยบาย จะมีคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ เงื่อนไขรับจำนำ ซึ่งนอกจากนายกฯ ต้อง รับผิดชอบเชิงนโยบายแล้ว ยังมีรัฐมนตรีอื่นร่วมรับผิดชอบด้วย อาทิเช่น รมว.พาณิชย์ เป็นแม่งาน มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายและปฏิบัติ เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานในสังกัดบริหารจัดการรับจำนำ รมว.คลัง ดูแลจัดหาเงินรับจำนำ ติดตามทวงเงินเมื่อสิ้นสุดโครงการ รมว.เกษตรฯ เป็นฝ่ายสนับสนุน รมว.มหาดไทย มอบงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมบริหารจัดการโครงการฯลฯ รวมถึงหน่วยงานปฏิบัติ เช่น อคส. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
2. ในอดีต ผู้อนุมัติวงเงินจำนำ หรือพยุงราคาสินค้าเกษตร จะผ่านคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีหน้าที่หลัก คือ เสนอแนะนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เสนองบประมาณช่วยเหลือ แต่กรณีจำนำข้าวปี 2554/2555 ยังไม่ชัดเจนว่ากำหนดงบส่วนนี้อย่างไร ซึ่ง ธ.ก.ส. คาดว่าฤดูผลิตนี้จะมีข้าวกว่า 25 ล้านตัน ถ้ารับจำนำไม่จำกัดจำนวนและวงเงิน คาดว่าต้องใช้เงินกว่า 4 แสนล้านบาท สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 2.9 แสนล้านบาท จึงต้องหารือกระทรวงการคลังเพื่อหาแหล่งเงินมาใช้สรุปคือ "ต้องกู้เงินเพิ่มอีก"
3. กรณีรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉาง และฝากข้าวไว้ที่ชาวนาก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี คือ ธ.ก.ส. ควบคุมการจ่ายเงินได้ เพราะจ่ายตรงต่อชาวนา (ไม่มีข้าวก็ไม่จ่ายเงิน) เก็บข้าวในยุ้งฉางชาวนา รัฐไม่ต้องหาสถานที่เก็บเสี่ยงต่อปัญหาปลอมปนข้าว และสวมสิทธิเกษตรกร เช่น นำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาจำนำ การเก็บข้าวไว้ที่ยุ้งฉาง ข้าวก็จะอยู่ในพื้นที่ ไม่ต้องย้ายไปที่อื่น ส่วนข้อเสียก็มีบ้างที่ชาวนาแอบนำข้าวในยุ้งฉางออกไป แต่ ธ.ก.ส.ตรวจสอบได้อยู่แล้ว
ส่วนที่ไม่อนุญาต โรงสี ตลาดกลางจำนำข้ามเขต หรือเปิดจุดจำนำนอกพื้นที่ ถือว่าถูกต้อง แต่ต้องระวัง ข้อยกเว้นที่ให้ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรองประธาน กขช. เพื่อทราบ แทนที่ "เพื่อพิจารณา" จำนำข้ามเขตได้ หากมีปัญหา รมว.พาณิชย์ต้องรับผิดชอบ
4. กรณีข้าวออกสู่ตลาดมาก การเก็บรักษาไว้ในโกดังจะมากไปด้วย ต้องระวังไม่ให้ข้าวเสียหาย หรือเสื่อมคุณภาพ
มีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันข้าวเก็บไว้นานไม่ได้ เพราะเปลือกข้าวไม่แข็งแรง ข้าวขาดภูมิต้านทาน คุณภาพต่ำมาก หากเก็บข้าวไว้นาน ไม่เร่งระบายจะทำให้เสื่อมคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา แต่การระบายข้าวต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เลี่ยงใช้วิธีพิเศษ ไม่ล็อกสเปค เปิดโอกาสให้บางบริษัทประมูล หรือชนะประมูลต่ำกว่าราคารับประกันมาก
5. ผลงานวิจัยและประสบการณ์อดีต แสดงว่า ไทยไม่สามารถกำหนดราคาข้าวตลาดโลกได้ จากราคาจำนำที่สูงหรือเก็บข้าวไว้นานๆ (ไม่ควรเก็บข้ามปี เสื่อมคุณภาพง่าย ต้นทุนเก็บสูง) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า เมื่อไทยขายข้าวตลาดโลกราคาสูง ผู้ได้ประโยชน์ คือ ประเทศคู่แข่ง ที่ขายข้าวแข่งไทย เช่น เวียดนาม
"ข้าวไทยไม่ใช่โภคภัณฑ์ที่ผูกขาดตลาดโลกได้ เพราะผู้ซื้อมีทางเลือกจากประเทศอื่นๆ หรือเพิ่มผลผลิตในประเทศ ต่างจากน้ำมันที่ผู้ค้ารวมกลุ่มกำหนดราคาตลาดโลกได้ ดังนั้น การรับจำนำราคาสูง จึงไม่สัมพันธ์กับราคาตลาดโลก ทำให้ราคาตลาดโลกสูงด้วย ซึ่งไทยต้องส่งออกข้าวตามราคาตลาดโลก หากขายแพงจะไม่มีใครซื้อ ทำให้เสียตลาดไปด้วย"
6. นโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าว ไม่สมควรทำ เพราะ ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักมากว่า 1,000 ปี ดังคำคำที่ว่า "ในน้ำมีปลา... ในนามีข้าว" การปลูกข้าวจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น ต้องเป็นไปภาวะตลาด ยิ่งรัฐบาลรับจำนำข้าวแพง ย่อมไม่มีใครอยากลดพื้นที่ปลูกข้าว
"ผมว่ารัฐบาลน่าจะช่วยชาวนาเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพข้าวมากกว่า ผลักดันข้าวไทยไปเลี้ยงชาวโลกมากขึ้น ซึ่งการจำนำครั้งนี้ผมเห็นความเสี่ยงต่างๆ เมื่อพิจารณาหลักการ "จำนำข้าว" ของรัฐบาล ยิ่งสับสน เพราะทางหนึ่งต้องการให้ชาวนาขายข้าวราคาสูง แต่อีกทางก็พยายามลดค่าครองชีพผู้บริโภคซื้อข้าวราคาถูก ทำให้ นโยบายขัดแย้งกันเอง"
ทั้งนี้ หากเป็นไปได้อยากเห็นการตรวจสอบบัญชีโครงการจำนำข้าวทั้งหมด เพื่อให้รู้สถานะแท้จริงโครงการ โดยจัดทำรายงานประจำปี (Annual Year Book) เหมือนที่เอกชนทำ เพื่อบังคับฝ่ายบริหารจัดการ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องตลอด แต่ถึงบัดนี้ ยังไม่มีการแสดงบัญชีรายรับ-รายจ่าย โครงการประกันราคา จำนำข้าว มีแค่ตัวเลขขาดทุนโครงการจำนำที่ ธ.ก.ส.เปิดเผยเท่านั้น
การแทรกแซงราคาข้าว ไม่ว่าจะจำนำ หรือประกันราคาก็ตาม เมื่อรัฐบาลเลือกใช้กลไกจำนำ ก็ต้องปฏิบัติอย่างระวัง ไม่ให้ "นโยบายกลายเป็นพิษ" และไม่เปิดช่องให้ทุจริตเป็นกระบวนการ จนเสียหายซ้ำซาก
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q3/2011_September_27p2.htm
ดัชนีชี้มุมมองนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจยุโรป-อเมริกา
รู้ทันตลาดทุน : สฤณี อาชวานันทกุล กรุงเทพธุรกิจ 3 ตุลาคม 2554
หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยเจอแรงกระแทกจากวิกฤติหนี้โลก กดดัชนีร่วงถึง 5% ในวันที่ 23 กันยายน 2554 แน่นอนว่าผู้มีอำนาจและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนต่างก็ออกมาประสานเสียงกันว่านักลงทุนไม่ต้องตกใจ ตลาดหุ้นตกเพียงระยะสั้น พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ฯลฯ
นักพยากรณ์ทั้งมืออาชีพ หมอดู และหมอเดาทั้งหลายที่เคยทำนายว่าปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นจะทะลุ 1,200 จุดคงต้องปรับเป้ากันใหม่ และดูจากสถานการณ์แล้วผู้เขียนคิดว่าคงมีโอกาสให้ปรับเป้ากันอีกหลายครั้ง ตามคำแนะนำของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เอ็ดการ์ ฟีลด์เลอร์ ที่ว่า “ถ้าเธอต้องคาดการณ์ จงคาดการณ์บ่อยๆ” (If you have to forecast, forecast often.)
แน่นอนว่าสิ่งที่ดูออกยากที่สุดคือ ตลาดหุ้นลงถึงจุด “ต่ำสุด” แล้วหรือยัง นักลงทุนจะได้ไม่พะวงว่าถ้าเข้าไปช้อนหุ้นวันนี้แล้วราคาจะร่วงลงกว่าเดิมในภายหลังให้เสียดาย (และกัดฟันปลอบใจตัวเองว่า เราเป็นนักลงทุนระยะยาว) ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น แต่ในช่วงเวลา 1-2 ปีมานี้และน่าจะอีก 1-2 ปีถัดไปเป็นอย่างน้อย มีปัจจัยเสี่ยงขนาดยักษ์สองประการที่สั่นสะเทือนตลาดทุนทั่วโลก นั่นคือ สภาพเศรษฐกิจอเมริกา และภาวะหนี้สาธารณะและสถาบันการเงินในยุโรป
เศรษฐกิจอเมริกันปัจจุบันกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยจากจุดระเบิดของ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ปี 2008 ปัจจุบันเปราะบางและมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าหลายด้าน ตั้งแต่ปัญหาการว่างงาน (ณ สิ้นเดือนกันยายน 2554 ชาวอเมริกันกว่า 14 ล้านใช้ชีวิตเป็น “คนว่างงาน” รับสวัสดิการว่างงานจากรัฐ อีก 25 ล้านคนพยายามหางานประจำแต่หาไม่สำเร็จ) อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำเตี้ยติดดิน ขาดดุลมหาศาลและเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างสองพรรคใหญ่ จนทำให้ไร้ข้อสรุปที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังถูก “ซุก” ไว้ใต้พรม เช่น ค่าใช้จ่ายกองทุนประกันสังคมและสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคตตามแนวโน้มการเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” และสุดท้ายจะทำให้รัฐบาลถังแตกถ้าหากไม่หารายได้เพิ่มและปฏิรูปโครงสร้างของสวัสดิการเหล่านี้อย่างจริงจัง
นอกจากเศรษฐกิจอเมริกาทำท่าจะซึมยาวและเปราะบางแล้ว หนี้สาธารณะของหลายประเทศในยุโรปก็เป็นปัจจัยเสี่ยงประการสำคัญซึ่งไม่มีวันอันตรธานไปได้ในชั่วพริบตา เพราะ “หนี้” ทุกระดับในโลก ตั้งแต่คนเดินดินไปจนถึงรัฐบาลกลาง เป็น “ภาระ” ที่ลูกหนี้ต้องชดใช้ ถ้าใช้หนี้ไม่ได้จริงๆ เจ้าหนี้อาจทำใจยอมลดหนี้ให้ส่วนหนึ่ง หรือตัดทั้งก้อนเป็นหนี้สูญ ในกรณีของกรีซ นักวิเคราะห์และเซียนลงทุนจำนวนมากต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตอันใกล้ และถ้าสหภาพยุโรปปล่อยให้กรีซผิดนัด ก็อาจเป็นชนวนจุดวิกฤติธนาคารพาณิชย์ในยุโรปซึ่งหลายแห่งถือพันธบัตรรัฐบาล และวิกฤตินี้อาจแพร่กระจายไปทั่วโลกตามสายใยความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่างสถาบันการเงินผู้สวมหมวกเจ้าหนี้/ลูกหนี้/นักลงทุนในกระแสโลกาภิวัตน์ทางการเงิน คล้ายกับตอนที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008
ตลาดหุ้นไทยซึ่งยัง “ตื้น” มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ ไม่ว่าจะในแง่ของขนาด ความ (ไม่) หลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และฐานนักลงทุน สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกกระทบจากปัจจัยเสี่ยงสองประการนี้เป็นระยะๆ ทุกครั้งที่นักลงทุนต่างชาติหวั่นวิตกกับสถานการณ์ในอเมริกาและยุโรปจนถอนเงินจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ ไปเก็บในตลาดเงินหรือพันธบัตรที่เสี่ยงน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนไทยจึงน่าจะเริ่มติดตามดัชนีชี้วัดบางตัวที่บอกได้คร่าวๆ ว่า นักลงทุนต่างชาติ “มอง” สถานการณ์ในอเมริกาและยุโรปอย่างไร
ไมเคิล ไซวี (Michael Sivy) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ขาประจำสถานีโทรทัศน์หลายช่องในอเมริกา เช่น CNBC, CNN, MSNBC แนะนำตัวชี้วัด 4 ตัว ลงคอลัมน์ของเขาในวารสาร ไทม์ ปลายเดือนสิงหาคม 2554 -
1. ราคาหุ้นธนาคารยักษ์ใหญ่ในยุโรป โดยเฉพาะธนาคารที่ถือพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้ เช่น Soci?t? G?n?rale, BNP Paribas และ Royal Bank of Scotland (RBS) - ถ้าราคาหุ้นธนาคารเหล่านี้ตกก็เป็นสัญญาณว่าวิกฤติการเงินยุโรปเลวร้ายลง ถ้าเด้งขึ้นมาได้ก็อาจเป็นสัญญาณว่าจะมีข่าวดี (แต่ข่าวดีจะดีอยู่นานเพียงใดก่อนจะมีข่าวร้ายตามมา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
2. ราคากองทุนอิงดัชนีตลาด (Exchange-Traded Funds ย่อว่า ETF) ที่ถือหุ้นบุริมสิทธิของธนาคารยักษ์ใหญ่ในอเมริกา เช่น iShares S&P US Preferred Stock (PFF) และ PowerShares Financial Preferred (PGF) ไซวีมองว่าราคา ETF เหล่านี้สะท้อนมุมมองของนักลงทุนว่าปัญหาในยุโรปจะส่งผลกระทบต่อธนาคารอเมริกันมากน้อยเพียงใด (แต่ตัวธนาคารเองคงต้องรีบแข่งกันออกมาประกาศว่ามี exposure ต่อธนาคารและรัฐบาลในยุโรปมากน้อยเพียงใด เพื่อบรรเทาความกังวลของนักลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ)
3. ราคาทองแดง เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรมทั้งหลาย เช่น ลวดอิเล็กทรอนิกส์ ท่อ ฯลฯ ราคาทองแดงคล้ายกับน้ำมันตรงที่ถูกขับดันด้วยอุปสงค์ระดับโลก ถ้าราคายังลดลงอย่างต่อเนื่องก็เป็นสัญญาณว่าภาคเศรษฐกิจจริงยังไม่ฟื้น ธุรกิจเอกชนในสาขาต่างๆ ยังชะลอการลงทุน (เมื่อเทียบกับน้ำมัน ราคาทองแดงน่าจะสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจจริงได้อย่างเที่ยงตรงกว่า เพราะน้ำมันมีคนซื้อขายแบบเก็งกำไรมากกว่า กิจกรรมของนักเก็งกำไรมีส่วนทำให้ราคาเพี้ยนไปจากสถานการณ์ที่แท้จริง)
4. ราคาหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ สะท้อนแนวโน้มทางธุรกิจของบริษัทที่ทำโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคได้ค่อนข้างดี ถ้าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หางานทำได้ ก็จะมีกำลังซื้อและอยากซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาผู้บริโภคในอเมริกาขาดความเชื่อมั่นและจับจ่ายใช้สอยน้อยลงนั้น มีรากสำคัญมาจากปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2008 นั่นคือ ปัญหาครัวเรือนมีหนี้สินล้นพ้นตัวและตกงาน ด้วยเหตุนี้ นอกจากดัชนี 4 ตัวที่ไซวีแนะนำ ผู้เขียนจึงคิดว่าเราน่าจะจับตาดูตัวชี้วัดที่สำคัญอีกสองตัว ได้แก่ “อัตราการว่างงาน” (ซึ่งในตัวมันเองบอกปัญหาไม่หมด เพราะนับเฉพาะคนที่หางานไม่ได้จนเลิกหา ทำใจไปรับสวัสดิการว่างงานจากรัฐ ไม่นับรวมคนจำนวนมากกว่านั้นมากที่ยังไม่หยุดหางานทำ แต่หาเท่าไรก็ไม่ได้สักที) และ “อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี” (ซึ่งอยู่ที่ระดับ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่ลดลงเลยตั้งแต่เกิดวิกฤติปี 2008) - ตราบใดที่ตัวเลขสองตัวนี้ยังอยู่ในระดับสูง ตราบนั้นก็ยากยิ่งที่จะเห็นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q4/2011_October_03p3.htm
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





