โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ AIT
(Featuring Extream Aggressor คณะ SS)
ความตื่นตระหนกของประชาชนเวลาราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ทั้งนี้ เพราะผู้คนส่วนมากมิได้มีความจำเป็นต้องใช้ทองคำในชีวิตประจำวันเหมือนอย่างที่จำเป็นต้องกินข้าวหรือซื้อน้ำมันมาเติมรถ เวลาข้าวราคาแพงหรือน้ำมันราคาขึ้น ประชาชนย่อมวิตกเพราะกลัวว่าจะขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน สำหรับทองคำนั้นถ้าเกิดมันแพงขึ้นมากๆ ก็เลิกซื้อมันเสียก็ได้ คนส่วนใหญ่คงจะมิได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมากมาย หากไม่มีสร้อยทองมาแขวนคอ หรือไม่มีทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เซฟ
ความตื่นตระหนกส่วนหนึ่งคงมาจากชาวบ้านที่พอมีอันจะกิน ชาวบ้านพวกนี้อาจรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อทองคำเก็บไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน หรือปีก่อนตอนราคาทองยังไม่แพงขนาดนี้ ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนความเสียดายที่พลาดโอกาสการทำเงินจากการเก็งกำไรในราคาทองคำนั่นเอง
หากความตื่นตระหนกส่วนใหญ่เกิดจากความเสียดายของนักเก็งกำไร สังคมส่วนรวมก็คงไม่มีความจำเป็นต้องกังวลกับเรื่องราคาทองมากนัก ทั้งนี้ เพราะการเก็งกำไรนั้นไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และน่าสนับสนุนแต่อย่างใด ถ้าใครมีสตางค์เหลือเก็บ สู้เอาไปใช้ลงทุนในธุรกิจ (ไม่ว่าทางตรง เช่นการเปิดร้าน สร้างโรงงาน หรือทางอ้อม เช่นการฝากธนาคารหรือซื้อหุ้น) ยังจะเป็นประโยชน์เสียมากกว่าการเอาเงินมาเก็งกำไรในราคาทอง
อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลเรื่องราคาทองนั้น ดูเหมือนจะแผ่วงกว้างไปกว่าในหมู่นักเก็งกำไร ชาวบ้านธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ และมิได้มีเงินเหลือเฟือเอามาใช้เก็งกำไรราคาทอง ก็ดูเหมือนว่าจะสนใจและเป็นกังวลกับราคาทองคำที่แพงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
อะไรคือต้นตอของความวิตกกังวลของชาวบ้านพวกนี้
นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียความมั่นใจในค่าของเงินตรา หรือความกลัวเงินเฟ้อนั่นเอง เวลาเงินเฟ้อราคาสินค้าและบริการทุกอย่าง (อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การศึกษา ความบันเทิง ฯลฯ) ก็จะพุ่งสูงขึ้น นอกจากนั้น มูลค่าหรืออำนาจการซื้อของเงินฝากในบัญชีธนาคารก็จะลดลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน
หากผู้คนต่างกังวลกันว่า ค่าของเงินกำลังมีแนวโน้มจะลดลง ทุกคนก็จะพยายามเปลี่ยนไปออมในรูปแบบอื่นๆ คนทั่วไปเวลากลัวเงินเฟ้อ ไม่รู้จะออมในรูปแบบใดแทนเงิน มองซ้าย-มองขวาแล้ว สุดท้ายก็มักจะตัดสินใจซื้อทองเก็บไว้
สัญชาตญาณการใช้ทองเป็นเครื่องมือการเก็บออมมีรากฐานมาจากพฤติกรรม ค่านิยม และความเชื่อของคนตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ อย่างไรก็ดี หากมองกันแบบเป็นกลางแล้ว การออมในรูปทองคำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างไปจากการลงทุนแบบอื่น เพราะราคาทองคำขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (ความต้องการใช้ทองในอุตสาหกรรม และความนิยมของผู้คน) และอุปทาน (จำนวนเหมืองทองที่ค้นพบใหม่ และปริมาณที่ผลิตได้ในแต่ละปี)
ดังนั้น ราคาทองคำจึงมีขึ้นมีลงได้เหมือนราคาสินค้าอื่นๆ การซื้อทองเก็บไว้จึงมิได้ดีไปกว่าการเอาเงินลงทุนกับอย่างอื่น เช่น การเก็งกำไรที่ดิน-คอนโดฯ การซื้อหุ้น หรือการลงทุนในการศึกษา แต่ประการใด
ในส่วนนี้ จขกท ต้องขอแย้งว่า ความคิดในการเก็บออมในรูปทองคำ หรือโลหะมีค่าอื่นๆ จริงๆ แล้ว ทุกคนที่เก็บออมทรัพย์สิน ควรจะต้องมีทองคำในขุมทรัพย์ของแต่ละคน จะมีมากน้อย ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ทองคำ ความสำคัญของมันอยู่ที่ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมค่าน้อยกว่าเงินตราทุกสกุล รวมถึงมีความผันผวนน้อยกว่าเงิน และหลักทรัพย์ด้วย และ ในเวลาที่ไม่ปกติ เช่น สงคราม ทองคำ หรือโลหะที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสากลของโลก ที่มีความสำคัญมากกว่าเงิน
และความวิตกกังวลต่อราคาทองของคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาประเมินราคาทองกับรายได้แล้วเขารู้สึกจนลงเท่านั้น (ปีก่อน เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทองได้ 1 บาท แต่มาปีนี้ เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทอง 2 สลึงใส่ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ) เพราะการปรับตัวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่กระทบกับราคาสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ แต่มันไปกระทบกับความรู้สึกของเขา
ด้วยวัฒนธรรมของคนไทย ว่า คนรวย ต้องใส่ทองเส้นเท่าโซ่ ในความคิดของคนหาเช้ากินค่ำ คนรวยหุ้น กับคนรวยทอง คนรวยหุ้นสำหรับเขาไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นสนใจ แต่คนรวยทอง สำหรับเขาแล้ว ถือว่ารวยจริง
ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่น่าเห็นใจสำหรับประชาชนตาดำๆ เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าพวกเขาจะขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบเป็นเวลานานสักเพียงใด ฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาก็อาจไม่กระเตื้องขึ้นเลย เพราะมูลค่าเงินออมที่ฝากธนาคารไว้ถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ของเงินเฟ้อ
สิ่งที่น่าทึ่งเป็นที่สุดก็คือ หากถามประชาชนตาดำๆ เหล่านี้ว่าต้นเหตุของเงินเฟ้อมาจากไหน พวกเขาก็มักพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน หรือความโลภของนายทุน ทรรศนะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบางครั้งเส้นผมเล็กๆ ก็สามารถเอามาใช้บังภูเขาทั้งลูกได้ หากมีเทคนิคการหลอกล่อที่ถูกต้อง
ค่าของเงินถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานเหมือนกับสินค้าอื่นๆ หากปีใดเกษตรกรผลิตข้าวออกมามาก แต่ความต้องการบริโภคมิได้มากตาม ราคาข้าวก็จะตก ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีใครสักคนพิมพ์เงินออกมามากกว่าปริมาณที่ใช้จ่ายกันตามปกติ "ราคาของเงิน" ก็จะตก ซึ่งนั่นก็คือคำจำกัดความของเงินเฟ้อนั่นเอง
ตรงนี้ จขกท. ต้องขอแย้ง เพราะความเป็นจริงแล้ว เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คือ
เงินเฟ้อจากแรงฉุดของอุปสงค์ (Demand Pull Inflation) ซึ่งเป็นไปตามที่เจ้าของคอลัมน์ บอกไว้ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะขาขึ้น หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงร้อนแรง นั้น จะมีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากขึ้น ตามความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของบุคคลแต่ละคน ดังนั้น จะมีความต้องการสินค้า หรือ อุปสงค์ต่อสินค้า มาก ในขณะที่ อุปทานของสินค้า หรือปริมาณการผลิต จะมีจำกัดกว่า เนื่อกจากเหตุผล 2 ประการ คือ 1. อุปทานระยะสั้น ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็คือ ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการของผู้บริโภค 2. การเพิ่มกำลังการผลิต จะเริ่มมีปัญหาที่การจ้างงานตึงตัว (ตลาดเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่) ทำให้ต้นทุนการจ้างงานสูงขึ้น และเพิ่มกำลังการจ้างงานยากกว่าปกติ ซึ่งเมื่ออุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ในขณะที่ปริมาณการผลิตเท่าเดิม ส่วนที่เหลือของตลาดที่ต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดดุลยภาพ คือ ราคาสินค้า และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อน
เงินเฟ้อจากแรงผลักของต้นทุน (Cost Push Inflation) ซึ่งในภาวะปัจจุบันที่ เศรษฐกิจเพิ่งตกต่ำอย่างแรง และกำลังจะผงกหัวขึ้น นั้น ถ้าจะมีภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในระดับที่เป็นปัญหา (ถ้าเงินเฟ้ออ่อน จะดีกับการพัฒนาเศรษฐกิจครับ เงินเฟ้อไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด) ก็ควรจะเกิดจาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจคือ น้ำมัน ครับ ซึ่งเหตุการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2551 – 2552 นี้ ไม่ได้มีตรงไหนที่เป็นความร้อนแรงทางเศรษฐกิจเลย ดังนั้นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น เป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นครับ ไม่ได้มาจากอุปสงค์
ซึ่งการเกิดเงินเฟ้อ และ เศรษฐกิจถดถอยไปพร้อมๆ กัน เรียกว่า ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagflation)
ใครสักคนที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินก็คือรัฐบาล อภิสิทธิ์ในการเสกกระดาษเป็นเงินนั้นเป็นอำนาจที่เย้ายวนและชวนให้ใช้ในทางที่ผิดเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะเงินสามารถซื้อหาคะแนนนิยมและอำนาจทางการเมืองได้ ด้วยการจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ การประกันราคาไอ้โน่นไอ้นี่ และการสร้างความเข้มแข็งทางไอ้นั้นไอ้โน้น
รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับว่าปัญหาเงินเฟ้อนั้นเป็นความผิดของรัฐ วิธีหลอกล่อให้ประชาชนสับสนที่ใช้ได้ผลดีที่สุดก็คือ โยนความผิดให้กับแพะรับบาป เช่น พวกต่างชาติ (เลวๆ) หรือไม่ก็พวกนายทุน (หน้าเลือด)
แน่นอนว่าคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายถลุงเงินดังกล่าวย่อมพึงพอใจ (อย่างน้อยก็ในช่วงสั้นๆ) แต่ในไม่นานทุกคนก็ย่อมเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอาเงินมากมายเหล่านี้มาจากไหน
คำถามดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความลังเลสงสัยในค่าของเงินในอนาคต และก่อให้เกิดอุปสงค์พิเศษสำหรับการออมในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง
เลนินเคยกล่าวไว้ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีคือ การบ่อนทำลายระบบการเงินจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บ่อนทำลายประเทศโดยการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเงินมักจะเป็นรัฐบาลของประเทศนั้นเอง เช่น กรณีเงินเฟ้อวิกฤตในประเทศ เยอรมนี ฮังการี และ ซิมบับเว
วิธีการป้องกันมิให้นักการเมืองบ่อนทำลายระบบการเงินด้วยการพิมพ์เงินมาถลุง โดยไม่ยั้งมือนั้นมิใช่เรื่องง่าย เพราะนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลนั้นมักคิดว่าพวกตนมีสิทธิชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ บทเรียนประวัติศาสตร์สอนว่า การประกันเสรีภาพในการทำงานของธนาคารกลางนั้น อาจช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินได้บ้าง
ในประเทศอื่นก็อาจจะทำได้ง่าย เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ในประเทศไทย ไม่ง่ายนักในการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ เพราะเราต้องอิงกับ สินทรัพย์ที่ประเทศไทยถือครอง ได้แก่ ทองคำ เงิน US Dollar เงินตราสกุลต่างประเทศอื่นๆ เช่น ปอนด์ เยน ฟรังก์ ฯลฯ
การออกพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล ทั้งนี้ เพราะหากรัฐไม่ระวังปล่อยให้เงินเฟ้อในอัตราสูง หนี้ที่รัฐกู้ประชาชนมาผ่านพันธบัตรก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย
ปัจจุบันประเทศตะวันตกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส ต่างมีพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อให้นักลงทุนซื้อหากันได้แล้ว
การออกพันธบัตรดังกล่าวเป็นการสร้างทางเลือกในการออมให้ประชาชนที่กลัวเงินเฟ้อ และทำให้พวกเขาไม่ต้องแห่กันไปซื้อทองเก็บไว้ในช่วงเวลาที่เกิดความหวาดระแวงในค่าของเงินตราอย่างเช่นในปัจจุบันนี้
ตามความคิดของผม ถ้ามีพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งให้ผลตอบแทนเท่ากับ ศูนย์ เพียงแต่รักษาเงินต้นเท่านั้น ผมมองว่า ควรจะมีพันธบัตรประเภทนี้อยู่ในพอร์ต เพียงไม่เกิน 10 % เท่านั้น และยังคงแนะนำให้เก็บทองคำ เมื่อราคาอ่อนตัวจากแรงขายทำกำไร ไว้ในพอร์ตอีก 10 %
ที่มา http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=211127

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น