11/9/55
ดัชนีชี้มุมมองนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจยุโรป-อเมริกา
รู้ทันตลาดทุน : สฤณี อาชวานันทกุล กรุงเทพธุรกิจ 3 ตุลาคม 2554
หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยเจอแรงกระแทกจากวิกฤติหนี้โลก กดดัชนีร่วงถึง 5% ในวันที่ 23 กันยายน 2554 แน่นอนว่าผู้มีอำนาจและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนต่างก็ออกมาประสานเสียงกันว่านักลงทุนไม่ต้องตกใจ ตลาดหุ้นตกเพียงระยะสั้น พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ฯลฯ
นักพยากรณ์ทั้งมืออาชีพ หมอดู และหมอเดาทั้งหลายที่เคยทำนายว่าปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นจะทะลุ 1,200 จุดคงต้องปรับเป้ากันใหม่ และดูจากสถานการณ์แล้วผู้เขียนคิดว่าคงมีโอกาสให้ปรับเป้ากันอีกหลายครั้ง ตามคำแนะนำของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เอ็ดการ์ ฟีลด์เลอร์ ที่ว่า “ถ้าเธอต้องคาดการณ์ จงคาดการณ์บ่อยๆ” (If you have to forecast, forecast often.)
แน่นอนว่าสิ่งที่ดูออกยากที่สุดคือ ตลาดหุ้นลงถึงจุด “ต่ำสุด” แล้วหรือยัง นักลงทุนจะได้ไม่พะวงว่าถ้าเข้าไปช้อนหุ้นวันนี้แล้วราคาจะร่วงลงกว่าเดิมในภายหลังให้เสียดาย (และกัดฟันปลอบใจตัวเองว่า เราเป็นนักลงทุนระยะยาว) ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น แต่ในช่วงเวลา 1-2 ปีมานี้และน่าจะอีก 1-2 ปีถัดไปเป็นอย่างน้อย มีปัจจัยเสี่ยงขนาดยักษ์สองประการที่สั่นสะเทือนตลาดทุนทั่วโลก นั่นคือ สภาพเศรษฐกิจอเมริกา และภาวะหนี้สาธารณะและสถาบันการเงินในยุโรป
เศรษฐกิจอเมริกันปัจจุบันกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยจากจุดระเบิดของ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ปี 2008 ปัจจุบันเปราะบางและมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าหลายด้าน ตั้งแต่ปัญหาการว่างงาน (ณ สิ้นเดือนกันยายน 2554 ชาวอเมริกันกว่า 14 ล้านใช้ชีวิตเป็น “คนว่างงาน” รับสวัสดิการว่างงานจากรัฐ อีก 25 ล้านคนพยายามหางานประจำแต่หาไม่สำเร็จ) อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำเตี้ยติดดิน ขาดดุลมหาศาลและเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างสองพรรคใหญ่ จนทำให้ไร้ข้อสรุปที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังถูก “ซุก” ไว้ใต้พรม เช่น ค่าใช้จ่ายกองทุนประกันสังคมและสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคตตามแนวโน้มการเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” และสุดท้ายจะทำให้รัฐบาลถังแตกถ้าหากไม่หารายได้เพิ่มและปฏิรูปโครงสร้างของสวัสดิการเหล่านี้อย่างจริงจัง
นอกจากเศรษฐกิจอเมริกาทำท่าจะซึมยาวและเปราะบางแล้ว หนี้สาธารณะของหลายประเทศในยุโรปก็เป็นปัจจัยเสี่ยงประการสำคัญซึ่งไม่มีวันอันตรธานไปได้ในชั่วพริบตา เพราะ “หนี้” ทุกระดับในโลก ตั้งแต่คนเดินดินไปจนถึงรัฐบาลกลาง เป็น “ภาระ” ที่ลูกหนี้ต้องชดใช้ ถ้าใช้หนี้ไม่ได้จริงๆ เจ้าหนี้อาจทำใจยอมลดหนี้ให้ส่วนหนึ่ง หรือตัดทั้งก้อนเป็นหนี้สูญ ในกรณีของกรีซ นักวิเคราะห์และเซียนลงทุนจำนวนมากต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตอันใกล้ และถ้าสหภาพยุโรปปล่อยให้กรีซผิดนัด ก็อาจเป็นชนวนจุดวิกฤติธนาคารพาณิชย์ในยุโรปซึ่งหลายแห่งถือพันธบัตรรัฐบาล และวิกฤตินี้อาจแพร่กระจายไปทั่วโลกตามสายใยความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่างสถาบันการเงินผู้สวมหมวกเจ้าหนี้/ลูกหนี้/นักลงทุนในกระแสโลกาภิวัตน์ทางการเงิน คล้ายกับตอนที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008
ตลาดหุ้นไทยซึ่งยัง “ตื้น” มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ ไม่ว่าจะในแง่ของขนาด ความ (ไม่) หลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และฐานนักลงทุน สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกกระทบจากปัจจัยเสี่ยงสองประการนี้เป็นระยะๆ ทุกครั้งที่นักลงทุนต่างชาติหวั่นวิตกกับสถานการณ์ในอเมริกาและยุโรปจนถอนเงินจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ ไปเก็บในตลาดเงินหรือพันธบัตรที่เสี่ยงน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนไทยจึงน่าจะเริ่มติดตามดัชนีชี้วัดบางตัวที่บอกได้คร่าวๆ ว่า นักลงทุนต่างชาติ “มอง” สถานการณ์ในอเมริกาและยุโรปอย่างไร
ไมเคิล ไซวี (Michael Sivy) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ขาประจำสถานีโทรทัศน์หลายช่องในอเมริกา เช่น CNBC, CNN, MSNBC แนะนำตัวชี้วัด 4 ตัว ลงคอลัมน์ของเขาในวารสาร ไทม์ ปลายเดือนสิงหาคม 2554 -
1. ราคาหุ้นธนาคารยักษ์ใหญ่ในยุโรป โดยเฉพาะธนาคารที่ถือพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้ เช่น Soci?t? G?n?rale, BNP Paribas และ Royal Bank of Scotland (RBS) - ถ้าราคาหุ้นธนาคารเหล่านี้ตกก็เป็นสัญญาณว่าวิกฤติการเงินยุโรปเลวร้ายลง ถ้าเด้งขึ้นมาได้ก็อาจเป็นสัญญาณว่าจะมีข่าวดี (แต่ข่าวดีจะดีอยู่นานเพียงใดก่อนจะมีข่าวร้ายตามมา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
2. ราคากองทุนอิงดัชนีตลาด (Exchange-Traded Funds ย่อว่า ETF) ที่ถือหุ้นบุริมสิทธิของธนาคารยักษ์ใหญ่ในอเมริกา เช่น iShares S&P US Preferred Stock (PFF) และ PowerShares Financial Preferred (PGF) ไซวีมองว่าราคา ETF เหล่านี้สะท้อนมุมมองของนักลงทุนว่าปัญหาในยุโรปจะส่งผลกระทบต่อธนาคารอเมริกันมากน้อยเพียงใด (แต่ตัวธนาคารเองคงต้องรีบแข่งกันออกมาประกาศว่ามี exposure ต่อธนาคารและรัฐบาลในยุโรปมากน้อยเพียงใด เพื่อบรรเทาความกังวลของนักลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ)
3. ราคาทองแดง เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรมทั้งหลาย เช่น ลวดอิเล็กทรอนิกส์ ท่อ ฯลฯ ราคาทองแดงคล้ายกับน้ำมันตรงที่ถูกขับดันด้วยอุปสงค์ระดับโลก ถ้าราคายังลดลงอย่างต่อเนื่องก็เป็นสัญญาณว่าภาคเศรษฐกิจจริงยังไม่ฟื้น ธุรกิจเอกชนในสาขาต่างๆ ยังชะลอการลงทุน (เมื่อเทียบกับน้ำมัน ราคาทองแดงน่าจะสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจจริงได้อย่างเที่ยงตรงกว่า เพราะน้ำมันมีคนซื้อขายแบบเก็งกำไรมากกว่า กิจกรรมของนักเก็งกำไรมีส่วนทำให้ราคาเพี้ยนไปจากสถานการณ์ที่แท้จริง)
4. ราคาหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ สะท้อนแนวโน้มทางธุรกิจของบริษัทที่ทำโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคได้ค่อนข้างดี ถ้าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หางานทำได้ ก็จะมีกำลังซื้อและอยากซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาผู้บริโภคในอเมริกาขาดความเชื่อมั่นและจับจ่ายใช้สอยน้อยลงนั้น มีรากสำคัญมาจากปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2008 นั่นคือ ปัญหาครัวเรือนมีหนี้สินล้นพ้นตัวและตกงาน ด้วยเหตุนี้ นอกจากดัชนี 4 ตัวที่ไซวีแนะนำ ผู้เขียนจึงคิดว่าเราน่าจะจับตาดูตัวชี้วัดที่สำคัญอีกสองตัว ได้แก่ “อัตราการว่างงาน” (ซึ่งในตัวมันเองบอกปัญหาไม่หมด เพราะนับเฉพาะคนที่หางานไม่ได้จนเลิกหา ทำใจไปรับสวัสดิการว่างงานจากรัฐ ไม่นับรวมคนจำนวนมากกว่านั้นมากที่ยังไม่หยุดหางานทำ แต่หาเท่าไรก็ไม่ได้สักที) และ “อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี” (ซึ่งอยู่ที่ระดับ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่ลดลงเลยตั้งแต่เกิดวิกฤติปี 2008) - ตราบใดที่ตัวเลขสองตัวนี้ยังอยู่ในระดับสูง ตราบนั้นก็ยากยิ่งที่จะเห็นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q4/2011_October_03p3.htm
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น