คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

OMG

13/9/55

ชีวิตพอเพียง ฟื้นเศรษฐกิจครอบครัว




เพิ่มรายได้และลดรายจ่าย คือหลักการที่ทำให้ธุรกิจทั่วไปสามารถยืนหยัดอยู่ได้ หากนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในครอบครัวก็น่าจะดีไม่น้อย ดิฉันเชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ แค่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันคนละไม้ละมือก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างให้เศรษฐกิจใจครอบครัวแข็งแรง แต่ถ้าสามารถเพิ่มรายได้ให้เกิดขึ้นในครอบครัวยิ่งถือว่าเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมมากๆดิฉันคิดว่าทุกๆ ครอบครัวนั้นมีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำหนดรายจ่ายที่แตกต่างกัน จึงทำให้สถานภาพในการดำรงชีวิตนั้นไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเชื่อมั่นว่าทุกๆ ครอบครัวทำได้เหมือนกัน นั่นก็คือการรณรงค์และปลูกฝังให้กับสมาชิกทุกคนระมัดระวังในการจับจ่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ข้าวของมีราคาแพงขึ้น หากพวกเราช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย

จงรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้ช่วยครอบครัวของตัวเองเท่านั้น แต่การตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปจากบัญชีของครัวเรือน คือหนทางหนึ่งที่อยากช่วยชาติให้มีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นได้ ฉบับนี้ดิฉันในฐานะแม่บ้านคนหนึ่ง จึงขอเชิญชวนทุกๆ ครอบครัวมาร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจในครัวเรือนด้วยการตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนทำกันได้ เพียงแต่มีวินัยในตัวเองก็จะสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ ดังนั้นหากรู้ตัวว่าสมาชิกในครอบครัวไม่ค่อยมีวินัยมากนัก ในฐานะที่คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกๆ จะต้องสร้างวินัยในการจับจ่ายให้กับลูกๆ ได้เห็น

ทำบัญชีรายจ่าย

ดิฉันมีข้อแนะนำว่าคุณควรทำบัญชีค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อกำหนดรายจ่ายแต่ละอย่างออกมาให้ชัดเจน แล้วนำรายจ่ายทั้งหมดมารวมกันก็จะทราบว่ารายจ่ายก้อนโตที่ต้องจ่ายทุกเดือนนั้น เมื่อนำมาหักรายได้เงินในบัญชีคุณติดลบ หรือยังเหลือพอสำหรับการออมได้บ้าง

หากทำดูแล้วพบว่ารายจ่ายของคุณนั้นสูงพอๆ กับราบรับหรือสูงกว่า หมายความสถานะทางเศรษฐกิจในครอบครัว และคงไม่ต้องการให้เกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างแน่นอน

ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

ในก็ตามที่กำลังตกอยู่ในภาวะที่กล่าวข้างต้น ทางออกเรื่องนี้สามารถทำได้ 2 วิธีค่ะ วิธีแรกคุณจะต้องทำการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ด้วยการพิจารณาบัญชีรายจ่ายประจำเดือนอีกครั้ง แล้วสำรวจว่าอะไรจำเป็นมากที่สุด และอะไรที่ไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายแล้วทุกคนในครอบครัวยังดำรงชีวิตประจำวันอยู่ได้

ตัวอย่างเช่น รายจ่ายที่จำเป็นสำหรับบางครอบครัวคือ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าขนมเด็กๆ ค่าน้ำมันรถสำหรับคุณพ่อ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนแต่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ก็อาจมาพิจารณากันใหม่อีกครั้งว่าค่าขนมของเด็กๆ นั้นมากเกินความจำเป็นหรือไม่ ทำอย่างไรถึงจะขับรถอย่างประหยัดน้ำมัน หรือมีทางที่จะประหยัดพลังงานอื่นๆ ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้แม้ว่าจะตัดไม่ได้ แต่ก็สามารถควบคุมให้จ่ายน้อยลงได้

ส่วนค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ตัดออกไปแล้ว จะทำให้สภาพเศรษฐกิจดีขึ้นก็ควรทำอย่างเร่งด่วน เช่น หากพบว่าบัญชีรายจ่ายประจำเดือน มีค่าเครื่องสำอางคุณแม่ที่มากไปต้องถามตัวเองว่าใช้ให้น้อยลงได้หรือไม่ หรือถ้าคุณพ่อเลิกสูบบุหรี่และงดดื่มได้จะช่วยให้มีเงินเหลือเก็บเพิ่มมากขึ้นมากน้อยแค่ไหน

ข้อแนะนำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ก็คือทุกคนในบ้านไม่ควรทำตัวอินเทรนด์ เห็นอะไรใหม่ๆ ก็อยากได้ไปหมด อย่าทำตัวทันสมัยจนเกินความจำเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างที่ล้าสมัยหรือตกรุ่น แต่ทำให้ครอบครัวประหยัดก็ควรเลือกในสิ่งนั้นเถอะค่ะ พฤติกรรมที่เห็นคนอื่นเขามีแล้วอยากมีความปรับเปลี่ยนได้แล้ว เพราะจะทำให้รายจ่ายในครอบครัวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้แล้วยังมีรายจ่ายอื่นๆ ที่ทุกคนในบ้านควบคุมได้ เช่น ไม่ต้องดูเคเบิลทีวีแต่เปลี่ยนมาชมรายการจากฟรีทีวีแทน หรือเลิกใช้บริการซักรีดแล้วทุกคนมาช่วยกันคนละไม้ละมือในวันหยุด ฯลฯ ดิฉันเชื่อว่ายังมีรายจ่ายอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่จำเป็นสำหรับครอบครัวที่มีรายรับน้อย การเลือกจ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น คืออีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนในบ้านอยู่กันอย่างมีความสุข

เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคก็มีความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายไม่น้อยเช่นกัน แม้ว่าในแต่ละเดือนครอบครัวอาจจัดปาร์ตี้ได้บ้างแต่ถ้ามีขึ้นบ่อยๆ แล้วทำให้คุณมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินอยู่แบบปกติก็จะช่วยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมการจับจ่ายของแม่บ้านก็สำคัญ เช่น หากคุณเคยชินกับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าวันหนึ่งคุณต้องประหยัดเพื่อช่วยเหลือครอบครัว การเปลี่ยนมาซื้อผักสดจากตลาดใกล้บ้าน ก็จะทำให้คุณจับจ่ายน้อยกว่าใช่หรือไม่

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันขอแนะนำให้ตัดออกจากบัญชีรายจ่ายของครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจในครัวเรือนสั่นคลอนหากรายการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านในแต่ละเดือนนั้นมีความถี่มากเกินไป ก็ควรลดหรือตัดออกบ้าง อย่าลืมนะคะว่าในแต่ละมื้อของอาหารนอกบ้านนั้นต้องจ่ายไม่น้อยเลยทีเดียวหากรับประทานกันได้มากกว่า ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวน่าจะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขกับการช่วยกันทำอาหารไม่น้อยเลย

เพิ่มรายได้

ทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้เลยเพราะหลังจากที่สำรวจดูแล้วอะไรๆ ก็สำคัญต่อชีวิตไปหมด มีทางเดียวที่ช่วยคุณได้ก็คือ ต้องหารายได้เพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นแต่ละเดือน กรณีนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องมาปรึกษากันว่าใครควรจะทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม

แต่ขอแนะนำให้คิดกันอย่างรอบคอบนิดนึงว่า การทำงานเพิ่มขึ้นนั้นคุ้มหรือไม่ หากต้องมาเบียดเบียนเวลาของครอบครัวปกติวันหยุดทุกคนมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งหายไป ความสุขของครอบครัวยังมีเหมือนเดิมหรือไม่

ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันต้องการให้ทุกๆ ครอบครัวตระหนักอยู่เสมอก็คือ อย่าคิดว่าอะไรๆ ก็จำเป็นต้องจ่ายไปหมดรายจ่ายบางประเภทที่เข้าข่ายฟุ่มเฟือยก็ควรตัดออกไปจากบัญชีบ้าง ความสุขบางอย่างที่คุณซื้อด้วยเงิน ก็อาจทำให้คุณทุกข์เพราะเงินได้เช่นกัน

นอกจากนี้แล้วดิฉันอยากจะขอให้ทุกๆ คนดำเนินชีวิตโดยใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำหริของในหลวง หากพวกเราทุกคนปฏิบัติตามคำสอนดังกล่าวได้ ดิฉันเชื่อว่าจะไม่มีครอบครัวใดต้องทนทุกข์เรื่องรายจ่ายที่เกินตัวอย่างแน่นอน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและปลูกฝังสมาชิกในบ้านให้มีความเป็นตัวของตัวเอง หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความฟุ่มเฟือยและสิ่งที่เกินความจำเป็นของชีวิต

ยังมีวิธีต่างๆ อีกมากมายที่แต่ละครอบครัวสามารถลดค่าใช้จ่ายของตนเองให้น้อยลง ดิฉันขอให้ลองไปทำบัญชีกันดูนะคะและก่อนที่จะจากกันในฉบับนี้ ดิฉันฝากไว้ว่าการประหยัดพลังงานในบ้านนั้นก็สำคัญไม่น้อย เพราะจะช่วงให้ครอบครัวประหยัด ค่าไฟฟ้า ดังนั้น ควรจะใส่ใจการใช้พลังงาน ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันเพื่อประหยัด และต้องปลูกฝังให้ทุกๆ คนเรียนรู้เรื่องการประหยัดพลังงานด้วยวิธีง่ายๆ ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น เปิดม่านเพื่อรับแสงสว่าง เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท ฯลฯ ง่ายๆ แค่นี้ก็จะช่วยลดรายจ่ายในครอบครัวได้แล้วค่ะ

ปรับตัวอย่างไร ให้หลุดจากหนี้ปีนี้





ขอให้กำหนดไว้ในใจเลยว่า ตัวเองต้องใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล ใช้อย่างไร และมากน้อยแค่ไหนตลอดปีนี้ จากนั้นให้กำหนดว่าสมาชิกแต่ละคนควรใช้จ่ายเท่าใด และไม่ควรปล่อยให้ใช้จ่ายออกนอกลู่นอกทาง

"หนี้" คำนี้สำหรับคนไทย ที่มีความสามารถ และความเสี่ยงต่ำในการชำระคืนหนี้ ทั้งผ่อนส่ง และกู้ยืมมา อาจเป็นคำที่ไม่น่าหนักอกหนักใจ แต่คนไทยกลุ่มหนึ่งที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง การมีหนี้จึงเป็นเรื่องน่าหนักใจ ต้องระวังไม่ให้เพิ่มขึ้น

"9 กลวิธีปฏิบัติได้ เพื่อเป็นอิสระจากหนี้" เรียบเรียงโดยสตีเฟ่น บี.สมิธ คอลัมนิสต์ของอินเวสเตอร์ วีคลี เผยแพร่บนเวบไซต์ฟิเดลิตี้ จึงเป็นหัวข้อที่คนไทยซึ่งอาจมีปัญหาหนี้หนักอกอยู่ตอนนี้ สามารถเก็บไว้เป็นข้อมูลไว้ปรับใช้ รับมือสถานการณ์ค่าครองชีพที่มีแต่จะขึ้นได้

สมิธมีวิธีการต่างๆ ถึง 9 วิธี ที่จะช่วยให้สมาชิกภายในบ้าน ร่วมมือร่วมใจกันประหยัด และรู้จักใช้รู้จักจ่ายในชีวิตประจำวันอย่างระมัดระวัง เพื่อที่ตัวเองกับสมาชิกอื่นในครอบครัวห่างไกลจากคำว่าหนี้

"กำหนดแผนใช้จ่ายเสียตั้งแต่ตอนนี้" เป็นทั้งคำแนะนำและคำเตือนแรกของสมิธ เพราะเขาถือว่าการคิดจัดทำแผนการเงินเป็นเหมือนการสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับครอบครัว

ขอให้กำหนดไว้ในใจเลยว่า ตัวเองต้องใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล ใช้อย่างไรและมากน้อยแค่ไหนตลอดปีนี้ จากนั้นให้กำหนดว่าสมาชิกแต่ละคนควรใช้จ่ายเท่าใด และไม่ควรปล่อยให้ใช้จ่ายออกนอกลู่นอกทาง

อย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ จะต้องรวมค่าใช้จ่ายบางรายการที่ไม่อาจคาดเดาได้ไว้ด้วย รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์หรือความบันเทิง

"ขอให้เดินตามแผนการใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด" หากรอใบเรียกเก็บเงินหรือให้ชำระหนี้ส่งมา แล้วค่อยดำเนินการตามแผนใช้จ่ายที่วางไว้ อาจจะสายเกินไป เมื่อค่าใช้จ่ายบานปลายจนยากจะจัดการได้

ดังนั้น ขอให้ติดตามดูตัวเลขใช้จ่ายเสียแต่เนิ่นๆ โดยอาจจะใช้บริการออนไลน์ตามเวบไซต์ต่างๆ ที่มีโปรแกรมบริหารการใช้จ่าย หรือระบบที่มีแผนคอยปรับข้อมูลตารางการใช้จ่ายให้ทันสมัยอยู่เสมอ

คอยเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน และแผนที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้แน่ใจเสมอว่าตัวเองยังอยู่ในขอบเขตหรือข้อจำกัดที่ได้ตั้งไว้ตามแผน

"กำหนดเส้นตายชำระคืนหนี้ให้ตัวเอง" หากมีหนี้ต้องชำระ 800 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงวันหยุด และชำระคืนก้อนหนี้ด้วยเงินขั้นต่ำต้องชำระ เมื่อคำนวณเป็นตัวเลขแล้วพฤติกรรมเช่นนี้จะต้องใช้เวลาเกือบ 11 ปีถึงจะหมดพันธะจากหนี้ก้อนนี้ได้

นอกจากนี้ ต้นทุนหรือหนี้ก้อนแรกที่มีอยู่ จะยิ่งทวีคูณ มีมากกว่าเดิม 2 เท่า คิดคำนวณจากสมมติฐานการชำระคืนขั้นต่ำสุด 2.5% หรือ 10 ดอลลาร์ และอัตราดอกเบี้ยต่อปี 18% เตือนตัวเองไว้เสมอว่า ต้องรีบชำระหนี้โดยเร็ว ไม่ควรติดแน่นอยู่กับหนี้ไปจนถึงปีหน้า

"ตัดลดรายการของขวัญของฝากที่ไม่จำเป็น" ไอเดียนี้เหมือนกับการตัดแต่งต้นไม้ในบ้าน แต่ตัวเลขค่าใช้จ่ายสามารถจำกัดได้ด้วยการตัดรายการของขวัญของฝากออกไปเสียบ้าง

เพราะแทนที่จะส่งของขวัญหรือซื้อของฝากไปให้ญาติกับมิตรสหายทุกคนที่รู้จัก ขอให้เปลี่ยนเป็นการส่งสารแสดงความยินดีหรือความคิดถึงชื่นชมสัมพันธภาพไปให้แทน กรณีจำเป็นขอให้เลือกซื้อของขวัญให้เฉพาะญาติกับเพื่อนสนิทจริงๆ

"ส่งอีการ์ดแทนซื้อของส่งไปให้" แทนที่จะเสียเงินซื้อกระดาษกับบัตรอวยพรที่มีเสียงเพลงซึ่งมีราคาแพง หรือบัตรอวยพรหรูหรา และมีลูกเล่นเอาใจผู้รับ ขอให้ใช้ความเรียบง่ายกับของฟรีที่มีให้ในโลกไซเบอร์

โดยผู้อยากจะให้บัตรอวยพรโดยไม่ต้องเสียเงิน สามารถเจาะเข้าไปดูทางเวบไซต์ ซึ่งให้บริการส่งอิเล็กทรอนิกส์ การ์ด หรือ อีการ์ดฟรีตลอด 24 ชั่วโมง อย่าง123greetings.com หรือ hallmark.com

"คิดหาตกแต่งของขวัญด้วยตัวเอง" ของขวัญดีที่สุดมักจะมาจากมันสมองของตัวเอง และดีกว่าการซื้อหาด้วยเงินทอง ลองหารูปเก่าๆ มาใส่กรอบให้กับผู้รับ หรือทำปฏิทินมีรูปถ่ายจากกล้องดิจิทัล

สำหรับครอบครัวที่มีพี่เลี้ยงเด็ก อาจให้คูปองส่วนลดซื้อของกินของใช้ตอบแทนน้ำใจ หากมีเก้าอี้โยกเก่าๆ ที่ยังใช้การได้ดี ให้ลองนำมาดัดแปลงทาสีขัดเงาจนกลายเป็นของขวัญชิ้นใหม่ได้ ความสำคัญสำหรับของขวัญประเภทนี้คือผู้รับรู้สึกชื่นชม และสามารถสัมผัสกับน้ำใจที่ได้จากผู้ให้

"ชอปปิงผ่านอินเทอร์เน็ต" ด้วยวิธีนี้ช่วยผู้ให้สามารถประหยัดเวลา ประหยัดน้ำมัน เลี่ยงการเข้าคิวซื้อของกับการเดินแออัดฝ่าฝูงชนตามห้างสรรพสินค้า หรือปวดหัวกับการขับหาที่จอดรถ

ร้านค้าปลีกหลายแห่งแข่งกันนำเสนอ ให้ชอปปิงโดยไม่คิดค่าส่งสินค้า ในบางกรณีร้านค้าจะจัดส่งให้ลูกค้าได้โดยตรงไม่ต้องผ่านสำนักงานไปรษณีย์ แต่ก่อนจะใช้บริการขอให้แน่ใจด้วยว่า การซื้อสินค้าทางออนไลน์ไม่คิดค่าจัดส่งไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม

"หยุดพักผ่อนนอนสบายอยู่กับบ้าน" ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำเป็นลืมตารางทำงานไปเสียบ้าง ลองปล่อยสมองไปหากิจกรรมกระโดดโลดเต้น ดูแสงสีฟังเสียงเพลงเพราะๆ

คลายเมื่อยด้วยการอาบน้ำอุ่น จากนั้นนอนอ่านหนังสือดี จิบน้ำชาหรือช็อกโกแลตอุ่นๆ เพียงแค่หยุดจัดการกับเรื่องค่าใช้จ่าย ที่อาจจะยังไม่ลงตัวและน่าปวดหัวเสียบ้าง หากสมองปลอดโปร่งความคิดที่ตามมาจะโลดแล่นกลับมาแก้ปัญหาทุกอย่างได้ดีขึ้น

"ทำบุญช่วยจรรโลงใจห่างไกลหนี้" คือ คำแนะนำสุดท้ายที่สมิธเชื่อว่า การทำบุญกุศลด้วยการให้ อาจเป็นการให้เสื้อผ้ากับผ้าห่มที่ใช้แล้ว หรือให้ตุ๊กตาที่ลูกๆ ไม่เล่นแล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพดีเล่นได้ แก่องค์กรต่างๆ ที่พัฒนาเยาวชนซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลกเช่น ยูนิเซฟหรือมูลนิธิศุภนิมิตร

ความดีจากการให้ ทำให้สมิธเชื่อว่า จะช่วยสมาชิกในครอบครัวค้นพบความสุขใจ โดยไม่ต้องแสวงหาวัตถุใหม่ราคาแพง จากการลุยชอปปิงจ่ายเงินสร้างหนี้บัตรเครดิตกันในวันหยุด

ตั้งอกตั้งใจ ทำตามวิธีดังกล่าวข้างต้น เชื่อเถอะว่าภายในปีนี้หลุดหนี้มีอิสรภาพทางการเงินแน่นอน



บทความจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"




1. " ความรู้ทางการเงิน" สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า "ความรู้ทางการงาน" เพราะในชีวิตของคนเราทุกคนนั้น จะมีช่วงที่จะสามารถหา "รายได้จากการทำงาน" (you at work) จำกัด และจะต้องมีชีวิตหลังเกษียณค่อนข้างยาวนาน จึงต้องรู้วิธีที่จะ "ใช้เงินให้ทำงาน" (money at work)

2. การออมเป็น "เกมแห่งระยะเวลา" (game of time) ใครเริ่มต้นก่อน ก็รวยก่อน เพราะยิ่งทิ้งไว้นาน ยิ่งได้เป็นกอบเป็นกำ ถือเป็น "เงื่อนไขจำเป็น" ของทุกคนที่มีเป้าหมายต้องการบรรลุสู่อิสรภาพทางการเงิน

3. การลงทุนเป็น "เกมแห่งจังหวะเวลา" (game of timing) ต้องรู้จังหวะในการเข้าออกจากตลาดที่เหมาะสม ซื้อเมื่อต่ำ ขายเมื่อสูง หยุดเมื่อสงสัย เพราะถ้าหากเข้าผิดจังหวะ ยิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งเสียหายมาก และทำให้โอกาสที่จะได้ทุนคืนยากขึ้นเรื่อยๆ (losses are harder to regain)

4. การตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนไม่ใช่การตัดสินใจซื้อสินค้าสำเร็จรูป (product) แบบที่ตัดสินใจตอนซื้อครั้งเดียวจบ ถ้าไม่ได้ผล หรือใช้แล้วไม่พอใจ ก็ทิ้งมันไว้เฉยๆ จริงๆ แล้วการลงทุนเป็นกระบวนการ (process) ที่ต้องมีการเอาใจใส่ ติดตามผล และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลอดเวลา

5. หนทางไปสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว จุดสำคัญในการบริหารการลงทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ วิธีการ หรือสไตล์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเพียง "เกมภายนอก" (outer game) แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ วิธีคิด พลังใจ ซึ่งเป็น "เกมภายใน" (inner game)

6. ลำพังแค่การ "เอาชนะดัชนี" (beat the index) ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่มีใคร "เอาชนะตลาด" (beat the market) ได้ เคล็ด (ไม่) ลับในการจะยืนหยัดอยู่ในเกมการลงทุนอย่างตลอดรอดฝั่งในฐานะ "ผู้ชนะ" นั้น อยู่ที่การยืนอยู่ข้างเดียวกับตลาดไม่ใช่ฝืนตลาด

7. ความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน จริงๆ แล้วมันอาจเปรียบได้กับการวิ่งแข่งระยะไกล (marathon) ไม่ใช่การวิ่งแข่ง 100 เมตร (sprint) ดังนั้น คุณจะต้อง "รู้จักตัวเอง" (know yourself) ว่าอะไรคือสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมที่เข้ากันได้กับความสามารถในการรับความเสี่ยง (risk attitude) และทักษะในการลงทุน (risk aptitude) เพราะนั่นคือ "ระบบ" ที่คุณต้องใช้ในเพื่อ "ทำธุรกิจ" นี้ในระยะยาว

8. ในการใช้เงินต่อเงินนั้น คุณต้อง "รู้จักเครื่องมือ" (know the vehicle) ว่ามีลักษณะและรูปแบบการให้ผลตอบแทนอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอะไรบ้าง

9. นอกจากนี้ คุณต้อง "รู้จักตลาด" (know the market) คือ รู้ว่าตลาดการเงินมีธรรมชาติเป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมขึ้นลงของตลาด และรู้วิธีการในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนว่าต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร

10. อย่าติดอยู่ในกับดักของ "การบริโภคข้อมูลเกินขนาด" (information overload) ซึ่งมัวแต่สนใจหาข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ จนไม่กล้าลงมือปฏิบัติ (analysis paralysis) เพราะมีความเชื่ออย่างผิดๆ แบบพวกมองโลกสมบูรณ์แบบ (perfectionist) ว่าถ้ามีข้อมูลที่สมบูรณ์จะไม่เกิดความผิดพลาด (zero-defect mentality) จริงๆ แล้ว หัวใจสำคัญของการบริหารการลงทุนนั้นอยู่ที่การ "จำกัดความเสี่ยง" (risk limitation) ไม่ใช่ "กำจัดความเสี่ยง" (risk elimination) ถ้าถามว่ากฎที่สำคัญที่สุดที่สรุปได้จากการปฏิบัติ (rule of thumb) ของผู้เขียนหนังสือชุด "อยากรวย ต้องรู้" คืออะไร ก็อยากตอบว่า rule of " ทำ" นั่นคือ "รู้แล้วต้องลงมือทำ" เพราะในภาษาอังกฤษ คำว่า "โชคลาภ" (luck) เป็นตัวย่อของ Laboring Under Correct Knowledge แปลว่า "ลงมือทำ ด้วยความพากเพียร โดยอาศัยความรู้ที่ถูกต้อง" นั่นเอง

ที่มา: นำชัย เตชะรัตนะวิโรจน์ และคณะ. อยากรวย ต้องรู้ เล่ม 3: รู้จักเครื่องมือ :กรุงเทพฯ: ฝ่ายสื่อสิ่งพิมพ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


ฝอยทอง




* ไข่เป็ด 5 ฟอง
* ไข่ไก่ 5 ฟอง
* น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง
* น้ำลอยดอกมะลิ 1 1/2 ถ้วยตวง (หรือน้ำเปล่า)
* ไข่น้ำค้าง 2 ช้อนโต๊ะ(ไข่ขาวส่วนที่เป็นน้ำใสๆ ที่ติดอยู่กับเปลือกด้านป้าน)
* น้ำมันพืช 1 ช้อนชา
* กรวยทองเหลืองหรือกรวยใบตอง (สำหรับโรยไข่ในกระทะ)
* ไม้แหลม (สำหรับตักและพับฝอยทองในกระทะ)

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน
1. ต่อยไข่ไก่และไข่เป็ด เลือกเอาเฉพาะไข่แดง นำออกมากรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อรีดเอาเยื่อออก
2. ผสมไข่แดง, ไข่น้ำค้างและน้ำมันพืชเข้าด้วยกัน คนจนผสมกันทั่ว
3. นำน้ำลอยดอกมะลิผสมกับน้ำตาลในกระทะทองเหลืองและนำไปตั้งไฟร้อนปานกลาง รอจนเดือด
4. นำส่วนผสมไข่แดงใส่ลงไปในกรวยและนำไปโรยในน้ำเชื่อมที่เดือด ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาทีจนไข่สุกจึงใช้ไม้แหลม สอยขึ้นและพับให้เป็นแพตามต้องการ
5. จัดใส่จาน เสริฟเป็นของว่างทางเล่นในวันสบายๆ


ที่มา http://www.ezythaicooking.com/free_dessert_recipes/Thai_golden_threads_foy_thong_th.html

11/9/55

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ




ปฏิรูปประเทศไทย แบบไหน อย่างไร : วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กรุงเทพธุรกิจ 26 กันยายน 2554

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ มีผลกระทบทั่วโลก เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีผลิตภัณฑ์มวลรวมราว 20% ของ GDP ของทั้งโลก ทั้งลงทุนและค้าขายกับต่างประเทศมากสหรัฐ ถลุงใช้พลังงานน้ำมัน ถ่านหิน ของตนเองจนเหลือน้อยต้องสั่งเข้ามา ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในระยะ 30 ปีหลังแข่งขันสู้ประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้ลดลง สหรัฐยังพึ่งอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงและผลิตอาหารและยาได้ส่วนหนึ่ง แต่หันไปหารายได้จากภาคบริการ โดยเฉพาะเรื่องการเงินการธนาคารที่มีการขยายตัวมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ทำกำไรได้สูงเพิ่มขึ้นมาก แต่ธุรกิจการเงิน คือ ตัวสร้างปัญหาวิกฤติในปัจจุบัน

สหรัฐขาดดุลการค้า คือ สั่งเข้ามากกว่าส่งออก แต่อยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้ต่างประเทศ ในรูปของการพิมพ์พันธบัตรรัฐบาลมาขายให้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ เช่น จีน ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง (โดยสหรัฐจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เช่น พันธบัตร 10 ปี จ่ายดอกเบี้ยผู้ถือธนบัตรเพียงปีละ 2.9% เป็นต้น) เงินดอลลาร์ที่ธนาคารกลางของสหรัฐพิมพ์ได้เอง และให้รัฐบาลสหรัฐกู้ได้กลายเป็นเงินสกุลหลักในการลงทุนและการค้าขายทั่วโลก ทำให้ประเทศต่างๆ ถือเงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองมากสหรัฐยังสามารถกู้ธนาคารญี่ปุ่นได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำด้วย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเงินออมมาก และอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าประเทศอื่น

สหรัฐเป็นประเทศที่บริโภคมากกว่าออม นายทุนส่วนน้อย 10% แรกรวยขึ้นมาก แต่คน 90% ถูกกดขี่ค่าจ้างแรงงาน ทำให้รายได้สุทธิคงที่ (หักเงินเฟ้อแล้ว) ของแรงงานส่วนใหญ่ สามารถซื้อสินค้าได้จริงคงที่หรือลดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 คนอเมริกัน (ประชากร 306 ล้านคน) อยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้เพิ่มขึ้น หนี้ของครัวเรือนอเมริกันโดยเฉลี่ยสูงกว่ารายได้เฉลี่ยราว 2-3 เท่า

รัฐบาลสหรัฐขาดดุล ทั้ง 2 ทาง คือ ทั้งขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ (สั่งเข้ามามากกว่าส่งออก) และ รัฐบาลขาดดุลงบประมาณ (รายจ่ายสูงกว่ารายรับของรัฐบาล) มาอย่างต่อเนื่อง ช่วงปี 2000-2006 สหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้า+บริการ) ถึง 4 ล้านล้าน (4 Trillion) ดอลลาร์ รัฐบาลขาดดุลงบประมาณประจำปีของภาครัฐราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน การขาดดุลงบประมาณประจำปีของสหรัฐส่วนหนึ่งมาจากการทำตัวเป็นจักรวรรดินิยม ใช้นโยบายปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของตนด้วยการลงทุนทางทหารอย่างมหาศาล

ระบบทุนนิยมสหรัฐเป็นระบบที่นายทุนส่วนน้อยกดขี่แรงงานและผู้บริโภคที่เป็นคนส่วนใหญ่ 2 ต่อ คือ 1. กดค่าจ้างแรงงาน (รวมทั้งส่งเสริมให้แรงงานอพยพมาที่สหรัฐมากขึ้น เพื่อจะได้มีซับพลายแรงงานมากขึ้นและโยกย้ายโรงงานไปจ้างแรงงานราคาต่ำกว่าในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้นและแรงงานขาดอำนาจต่อรอง ต้องยอมรับค่าจ้างที่ต่ำ) และ 2. หากำไรจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการลงทุนด้านการเงิน ยิ่งคนมีรายได้น้อย เครดิตไม่ดี ยิ่งต้องเสียดอกเบี้ยสูงกว่าคนรวย ธุรกิจธนาคาร สถาบันการเงินที่หากำไรจากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม กำไร และคอมมิชชั่น จากการลงทุนเก็งกำไร จากหุ้น ตราสาร อนุพันธ์ ผลิตภัณฑ์การเงินต่างๆ ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก เมื่อ 30 ปีที่แล้ว วงเงินจากสินเชื่อและตราสารต่างๆ อยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ปัจจุบันอยู่ที่ 596 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่ายอดซื้อขายสินค้าจริงทั่วโลก 10 เท่า

ปัญหาวิกฤติด้านการเงินการธนาคารในสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคาร สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อบ้านให้ผู้กู้ที่รายได้ต่ำ อย่างหละหลวมและเป็นจำนวนมากเกินไป รวมทั้งยังเอาหนี้เหล่านั้นไปจัดรวมกันแล้วแปลงเป็นสินทรัพย์ ตราสาร ตราสารค้ำประกันหนี้ และผลิตภัณฑ์การเงินประเภทต่างๆ ไปขายต่อกันเป็นทอดๆ เพื่อได้เงินเอาไปปล่อยกู้เพิ่ม ทำให้มีการปล่อยกู้และการขายต่อตราสารการเงินประเภทต่างๆ รวมกันแล้วมีมูลค่าสูงกว่าสินทรัพย์เดิมหลายเท่ามาก การขายต่อขายกันไปมาในหมู่ธนาคาร สถาบันการเงินและต่างคนต่างก็คิดว่าตนเองเสี่ยงน้อย เพราะขายต่อให้คนอื่น รวมทั้งมีการค้ำประกันเป็นการลดความเสี่ยงของตนแล้ว แต่ถ้าคิดทั้งระบบแล้ว คือ การเพิ่มความเสี่ยงเพราะธนาคาร สถาบันการเงินซื้อและค้ำประกันในหมู่พวกเดียวกันนั่นเอง

หลังจากที่สหรัฐเกิดวิกฤตการณ์ประชาชนไม่สามารถผ่อนส่งหนี้บ้านได้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 2007 ภายในปีเศษๆ ราคาบ้านตกต่ำอย่างมาก ผู้กู้ผ่อนส่ง 13.6 ล้านคน (17.3% ของผู้มีบ้านอยู่ในสหรัฐ) ต้องส่งบ้านที่ตอนต้นปี ค.ศ. 2009 มีมูลค่าต่ำกว่าตอนที่เขาทำสัญญาซื้อราวครึ่งหนึ่ง หลายคนเจอปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะขายก็ขาดทุนมาก หรือขายไม่ออกเพราะไม่มีคนซื้อ จะผ่อนส่งต่อ ก็มีปัญหาการชำระหนี้ เพราะบางคนตกงาน รายได้ลด หรือมีปัญหาส่วนตัวอื่นๆ เช่น หย่าร้าง เลิกรากัน ไม่มีคนช่วยผ่อนส่ง

เศรษฐกิจสหรัฐเป็นเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับภาคการค้าและบริการ (ซึ่งรวมทั้งเรื่องการเงิน) สูงกว่าภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งเกษตรมาก หลังเกิดวิกฤติการเงิน ภายในปีกว่าๆ คนอเมริกันตกงานไปแล้ว 3.5 ล้านคน ปี 2007 8 บ้านถูกสถาบันการเงินยึดไปราว 3.8 ล้านหลัง และคาดการณ์ว่าจากเดือนกันยายน 2008-ปี 2012 จะมีการยึดบ้านที่คนกู้ไม่มีเงินจะส่งถึง 6.4 ล้านหลัง เมื่อฟองสบู่แตก บ้านและหุ้นราคาตกต่ำลงราวครึ่งหนึ่ง ทำให้คนมีทรัพย์สินและรายได้ลดลงอย่างฮวบฮาบ ผู้บริโภคกำลังซื้อลดลง ธนาคารยึดไปก็ไม่สามารถขายต่อทำกำไรได้เหมือนในภาวะปกติ ทั้งธุรกิจและประชาชนจึงมีฐานะตกต่ำตามๆ กันเป็นลูกโซ่

วิกฤติเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว แม้รัฐบาลจะใช้เงินภาครัฐไปอัดฉีดอุ้มคนรวย คือ ธนาคาร สถาบันการเงิน รวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ ธุรกิจบ้านมาก ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาการว่างงานยังสูงในระดับ 16% เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลโอบามา ขอเพิ่มเพดานในการกู้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องพักชำระหนี้ โดยเพียงแต่จะลดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายทางทหารและสวัสดิการสังคม แต่ ไม่ได้มีโครงการว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ได้อย่างไร เพราะนักการเมืองสหรัฐหาเสียงแบบไม่ยอมเพิ่มภาษีคนรวยทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิต เอสแอนด์พี ลดอันดับเครดิตของรัฐบาลสหรัฐลง ทำให้รัฐบาลสหรัฐมีต้นทุนในการกู้สูงขึ้น เพราะกลายเป็นลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ความจริงรัฐบาลสหรัฐจะแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ ถ้ากล้าปฏิรูปเก็บภาษีคนรวยมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายทางทหารลงอย่างจริงจัง และช่วยเหลือพัฒนาแรงงานให้มีประสิทธิภาพและรายได้สูงขึ้น

ประเทศไทยไม่ควรดำเนินนโยบายอุ้มคนรวยแบบสหรัฐ ควรถือ ทุนสำรองส่วนที่เป็นเงินดอลลาร์ลดลง และควรลดการพึ่งพาการส่งออกลง ปฏิรูปคนและเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นธรรมและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนเพิ่มขึ้น พึ่งตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้น ประเทศไทยจึงจะไม่เกิดปัญหาแบบกรีซและประเทศทุนนิยมอื่นๆ

ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q3/2011_September_26p3.htm

ระวังอันตราย "นโยบายจำนำข้าวเป็นพิษ"




โดย : ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร parnpreeb@hotmail.com กรุงเทพธุรกิจ 27 กันยายน 2554

"การรับจำนำข้าว" ถูกฝ่ายการเมืองนำกลับมาใช้เป็นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรอีกครั้ง ทั้งที่ความจริงแล้ว ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายการเมือง ก็ "แทรกแซงตลาด" และ "ยกระดับราคาสินค้าเกษตร" ด้วยการจำนำมาตลอด แต่ไม่ว่าจะจำนำ หรือประกันราคา ส่วนที่ได้ "ผลดี" บ้างคือ ช่วยดันราคาพืชผลเกษตรสูงขึ้น ตรงข้ามก็สร้างปัญหามากมาย ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ เพราะ "บิดเบือนราคาตามกลไกตลาด" และ "เปิดช่องให้ทุจริตคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร"

เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะรับจำนำข้าว เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมนี้ ก็คงไม่ใช่เวลาจะถกเถียงกันว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร คงต้องติดตามดูว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้การรับจำนำเรียบร้อย และสูญเสียงบประมาณน้อยที่สุด

ในฐานะที่ผมเคยดำรงตำแหน่งประธานองค์การคลังสินค้า (อคส.) ยังจำประสบการณ์กระบวนการบริหารจัดการนโยบายจำนำข้าวได้ เพราะ อคส.เป็นหน่วยงานทำหน้าที่รับจำนำข้าวให้รัฐบาล ปัญหาในช่วงนั้น มีตั้งแต่ปลอมปนข้าวของ 57 โรงสี ที่ตรวจพบแต่เรื่องถูกดองไว้ ปัญหาล็อกสเปคของเซอร์เวเยอร์ ปัญหาข้าวหายจากโกดัง จำนวนข้าวในสต็อกไม่ครบ ข้าวเหลือสต็อกแต่ไม่ระบายออก เพราะกลัวราคาในประเทศตกต่ำ ผู้ชนะประมูลไม่มารับข้าว ไม่จ่ายค่าเช่า ค่าปรับ ค่าโกดังเก็บข้าว หรือฝ่ายการเมืองอนุมัติให้ย้ายข้าวข้ามเขตได้

ปัญหาเหล่านี้ ส่งผลให้การทำงานของ อคส.ยากลำบาก หันไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา ถ้าตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องกลายเป็น "แพะรับบาป" แทนฝ่ายการเมืองเสมอๆ ผมจึงอยากเสนอความเห็น และข้อสังเกตเพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

1. การบริหารจัดการข้าวตามนโยบาย จะมีคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ เงื่อนไขรับจำนำ ซึ่งนอกจากนายกฯ ต้อง รับผิดชอบเชิงนโยบายแล้ว ยังมีรัฐมนตรีอื่นร่วมรับผิดชอบด้วย อาทิเช่น รมว.พาณิชย์ เป็นแม่งาน มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายและปฏิบัติ เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานในสังกัดบริหารจัดการรับจำนำ รมว.คลัง ดูแลจัดหาเงินรับจำนำ ติดตามทวงเงินเมื่อสิ้นสุดโครงการ รมว.เกษตรฯ เป็นฝ่ายสนับสนุน รมว.มหาดไทย มอบงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมบริหารจัดการโครงการฯลฯ รวมถึงหน่วยงานปฏิบัติ เช่น อคส. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

2. ในอดีต ผู้อนุมัติวงเงินจำนำ หรือพยุงราคาสินค้าเกษตร จะผ่านคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีหน้าที่หลัก คือ เสนอแนะนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เสนองบประมาณช่วยเหลือ แต่กรณีจำนำข้าวปี 2554/2555 ยังไม่ชัดเจนว่ากำหนดงบส่วนนี้อย่างไร ซึ่ง ธ.ก.ส. คาดว่าฤดูผลิตนี้จะมีข้าวกว่า 25 ล้านตัน ถ้ารับจำนำไม่จำกัดจำนวนและวงเงิน คาดว่าต้องใช้เงินกว่า 4 แสนล้านบาท สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 2.9 แสนล้านบาท จึงต้องหารือกระทรวงการคลังเพื่อหาแหล่งเงินมาใช้สรุปคือ "ต้องกู้เงินเพิ่มอีก"

3. กรณีรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉาง และฝากข้าวไว้ที่ชาวนาก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี คือ ธ.ก.ส. ควบคุมการจ่ายเงินได้ เพราะจ่ายตรงต่อชาวนา (ไม่มีข้าวก็ไม่จ่ายเงิน) เก็บข้าวในยุ้งฉางชาวนา รัฐไม่ต้องหาสถานที่เก็บเสี่ยงต่อปัญหาปลอมปนข้าว และสวมสิทธิเกษตรกร เช่น นำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาจำนำ การเก็บข้าวไว้ที่ยุ้งฉาง ข้าวก็จะอยู่ในพื้นที่ ไม่ต้องย้ายไปที่อื่น ส่วนข้อเสียก็มีบ้างที่ชาวนาแอบนำข้าวในยุ้งฉางออกไป แต่ ธ.ก.ส.ตรวจสอบได้อยู่แล้ว

ส่วนที่ไม่อนุญาต โรงสี ตลาดกลางจำนำข้ามเขต หรือเปิดจุดจำนำนอกพื้นที่ ถือว่าถูกต้อง แต่ต้องระวัง ข้อยกเว้นที่ให้ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรองประธาน กขช. เพื่อทราบ แทนที่ "เพื่อพิจารณา" จำนำข้ามเขตได้ หากมีปัญหา รมว.พาณิชย์ต้องรับผิดชอบ

4. กรณีข้าวออกสู่ตลาดมาก การเก็บรักษาไว้ในโกดังจะมากไปด้วย ต้องระวังไม่ให้ข้าวเสียหาย หรือเสื่อมคุณภาพ

มีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันข้าวเก็บไว้นานไม่ได้ เพราะเปลือกข้าวไม่แข็งแรง ข้าวขาดภูมิต้านทาน คุณภาพต่ำมาก หากเก็บข้าวไว้นาน ไม่เร่งระบายจะทำให้เสื่อมคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา แต่การระบายข้าวต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เลี่ยงใช้วิธีพิเศษ ไม่ล็อกสเปค เปิดโอกาสให้บางบริษัทประมูล หรือชนะประมูลต่ำกว่าราคารับประกันมาก

5. ผลงานวิจัยและประสบการณ์อดีต แสดงว่า ไทยไม่สามารถกำหนดราคาข้าวตลาดโลกได้ จากราคาจำนำที่สูงหรือเก็บข้าวไว้นานๆ (ไม่ควรเก็บข้ามปี เสื่อมคุณภาพง่าย ต้นทุนเก็บสูง) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า เมื่อไทยขายข้าวตลาดโลกราคาสูง ผู้ได้ประโยชน์ คือ ประเทศคู่แข่ง ที่ขายข้าวแข่งไทย เช่น เวียดนาม

"ข้าวไทยไม่ใช่โภคภัณฑ์ที่ผูกขาดตลาดโลกได้ เพราะผู้ซื้อมีทางเลือกจากประเทศอื่นๆ หรือเพิ่มผลผลิตในประเทศ ต่างจากน้ำมันที่ผู้ค้ารวมกลุ่มกำหนดราคาตลาดโลกได้ ดังนั้น การรับจำนำราคาสูง จึงไม่สัมพันธ์กับราคาตลาดโลก ทำให้ราคาตลาดโลกสูงด้วย ซึ่งไทยต้องส่งออกข้าวตามราคาตลาดโลก หากขายแพงจะไม่มีใครซื้อ ทำให้เสียตลาดไปด้วย"

6. นโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าว ไม่สมควรทำ เพราะ ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักมากว่า 1,000 ปี ดังคำคำที่ว่า "ในน้ำมีปลา... ในนามีข้าว" การปลูกข้าวจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น ต้องเป็นไปภาวะตลาด ยิ่งรัฐบาลรับจำนำข้าวแพง ย่อมไม่มีใครอยากลดพื้นที่ปลูกข้าว

"ผมว่ารัฐบาลน่าจะช่วยชาวนาเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพข้าวมากกว่า ผลักดันข้าวไทยไปเลี้ยงชาวโลกมากขึ้น ซึ่งการจำนำครั้งนี้ผมเห็นความเสี่ยงต่างๆ เมื่อพิจารณาหลักการ "จำนำข้าว" ของรัฐบาล ยิ่งสับสน เพราะทางหนึ่งต้องการให้ชาวนาขายข้าวราคาสูง แต่อีกทางก็พยายามลดค่าครองชีพผู้บริโภคซื้อข้าวราคาถูก ทำให้ นโยบายขัดแย้งกันเอง"

ทั้งนี้ หากเป็นไปได้อยากเห็นการตรวจสอบบัญชีโครงการจำนำข้าวทั้งหมด เพื่อให้รู้สถานะแท้จริงโครงการ โดยจัดทำรายงานประจำปี (Annual Year Book) เหมือนที่เอกชนทำ เพื่อบังคับฝ่ายบริหารจัดการ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องตลอด แต่ถึงบัดนี้ ยังไม่มีการแสดงบัญชีรายรับ-รายจ่าย โครงการประกันราคา จำนำข้าว มีแค่ตัวเลขขาดทุนโครงการจำนำที่ ธ.ก.ส.เปิดเผยเท่านั้น

การแทรกแซงราคาข้าว ไม่ว่าจะจำนำ หรือประกันราคาก็ตาม เมื่อรัฐบาลเลือกใช้กลไกจำนำ ก็ต้องปฏิบัติอย่างระวัง ไม่ให้ "นโยบายกลายเป็นพิษ" และไม่เปิดช่องให้ทุจริตเป็นกระบวนการ จนเสียหายซ้ำซาก

ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q3/2011_September_27p2.htm

ดัชนีชี้มุมมองนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจยุโรป-อเมริกา




รู้ทันตลาดทุน : สฤณี อาชวานันทกุล กรุงเทพธุรกิจ 3 ตุลาคม 2554

หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยเจอแรงกระแทกจากวิกฤติหนี้โลก กดดัชนีร่วงถึง 5% ในวันที่ 23 กันยายน 2554 แน่นอนว่าผู้มีอำนาจและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนต่างก็ออกมาประสานเสียงกันว่านักลงทุนไม่ต้องตกใจ ตลาดหุ้นตกเพียงระยะสั้น พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ฯลฯ

นักพยากรณ์ทั้งมืออาชีพ หมอดู และหมอเดาทั้งหลายที่เคยทำนายว่าปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นจะทะลุ 1,200 จุดคงต้องปรับเป้ากันใหม่ และดูจากสถานการณ์แล้วผู้เขียนคิดว่าคงมีโอกาสให้ปรับเป้ากันอีกหลายครั้ง ตามคำแนะนำของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เอ็ดการ์ ฟีลด์เลอร์ ที่ว่า “ถ้าเธอต้องคาดการณ์ จงคาดการณ์บ่อยๆ” (If you have to forecast, forecast often.)

แน่นอนว่าสิ่งที่ดูออกยากที่สุดคือ ตลาดหุ้นลงถึงจุด “ต่ำสุด” แล้วหรือยัง นักลงทุนจะได้ไม่พะวงว่าถ้าเข้าไปช้อนหุ้นวันนี้แล้วราคาจะร่วงลงกว่าเดิมในภายหลังให้เสียดาย (และกัดฟันปลอบใจตัวเองว่า เราเป็นนักลงทุนระยะยาว) ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตทุกอย่างที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น แต่ในช่วงเวลา 1-2 ปีมานี้และน่าจะอีก 1-2 ปีถัดไปเป็นอย่างน้อย มีปัจจัยเสี่ยงขนาดยักษ์สองประการที่สั่นสะเทือนตลาดทุนทั่วโลก นั่นคือ สภาพเศรษฐกิจอเมริกา และภาวะหนี้สาธารณะและสถาบันการเงินในยุโรป

เศรษฐกิจอเมริกันปัจจุบันกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยจากจุดระเบิดของ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ปี 2008 ปัจจุบันเปราะบางและมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าหลายด้าน ตั้งแต่ปัญหาการว่างงาน (ณ สิ้นเดือนกันยายน 2554 ชาวอเมริกันกว่า 14 ล้านใช้ชีวิตเป็น “คนว่างงาน” รับสวัสดิการว่างงานจากรัฐ อีก 25 ล้านคนพยายามหางานประจำแต่หาไม่สำเร็จ) อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำเตี้ยติดดิน ขาดดุลมหาศาลและเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างสองพรรคใหญ่ จนทำให้ไร้ข้อสรุปที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังถูก “ซุก” ไว้ใต้พรม เช่น ค่าใช้จ่ายกองทุนประกันสังคมและสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคตตามแนวโน้มการเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” และสุดท้ายจะทำให้รัฐบาลถังแตกถ้าหากไม่หารายได้เพิ่มและปฏิรูปโครงสร้างของสวัสดิการเหล่านี้อย่างจริงจัง

นอกจากเศรษฐกิจอเมริกาทำท่าจะซึมยาวและเปราะบางแล้ว หนี้สาธารณะของหลายประเทศในยุโรปก็เป็นปัจจัยเสี่ยงประการสำคัญซึ่งไม่มีวันอันตรธานไปได้ในชั่วพริบตา เพราะ “หนี้” ทุกระดับในโลก ตั้งแต่คนเดินดินไปจนถึงรัฐบาลกลาง เป็น “ภาระ” ที่ลูกหนี้ต้องชดใช้ ถ้าใช้หนี้ไม่ได้จริงๆ เจ้าหนี้อาจทำใจยอมลดหนี้ให้ส่วนหนึ่ง หรือตัดทั้งก้อนเป็นหนี้สูญ ในกรณีของกรีซ นักวิเคราะห์และเซียนลงทุนจำนวนมากต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตอันใกล้ และถ้าสหภาพยุโรปปล่อยให้กรีซผิดนัด ก็อาจเป็นชนวนจุดวิกฤติธนาคารพาณิชย์ในยุโรปซึ่งหลายแห่งถือพันธบัตรรัฐบาล และวิกฤตินี้อาจแพร่กระจายไปทั่วโลกตามสายใยความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่างสถาบันการเงินผู้สวมหมวกเจ้าหนี้/ลูกหนี้/นักลงทุนในกระแสโลกาภิวัตน์ทางการเงิน คล้ายกับตอนที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008

ตลาดหุ้นไทยซึ่งยัง “ตื้น” มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ ไม่ว่าจะในแง่ของขนาด ความ (ไม่) หลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และฐานนักลงทุน สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกกระทบจากปัจจัยเสี่ยงสองประการนี้เป็นระยะๆ ทุกครั้งที่นักลงทุนต่างชาติหวั่นวิตกกับสถานการณ์ในอเมริกาและยุโรปจนถอนเงินจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ ไปเก็บในตลาดเงินหรือพันธบัตรที่เสี่ยงน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนไทยจึงน่าจะเริ่มติดตามดัชนีชี้วัดบางตัวที่บอกได้คร่าวๆ ว่า นักลงทุนต่างชาติ “มอง” สถานการณ์ในอเมริกาและยุโรปอย่างไร

ไมเคิล ไซวี (Michael Sivy) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ขาประจำสถานีโทรทัศน์หลายช่องในอเมริกา เช่น CNBC, CNN, MSNBC แนะนำตัวชี้วัด 4 ตัว ลงคอลัมน์ของเขาในวารสาร ไทม์ ปลายเดือนสิงหาคม 2554 -

1. ราคาหุ้นธนาคารยักษ์ใหญ่ในยุโรป โดยเฉพาะธนาคารที่ถือพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้ เช่น Soci?t? G?n?rale, BNP Paribas และ Royal Bank of Scotland (RBS) - ถ้าราคาหุ้นธนาคารเหล่านี้ตกก็เป็นสัญญาณว่าวิกฤติการเงินยุโรปเลวร้ายลง ถ้าเด้งขึ้นมาได้ก็อาจเป็นสัญญาณว่าจะมีข่าวดี (แต่ข่าวดีจะดีอยู่นานเพียงใดก่อนจะมีข่าวร้ายตามมา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

2. ราคากองทุนอิงดัชนีตลาด (Exchange-Traded Funds ย่อว่า ETF) ที่ถือหุ้นบุริมสิทธิของธนาคารยักษ์ใหญ่ในอเมริกา เช่น iShares S&P US Preferred Stock (PFF) และ PowerShares Financial Preferred (PGF) ไซวีมองว่าราคา ETF เหล่านี้สะท้อนมุมมองของนักลงทุนว่าปัญหาในยุโรปจะส่งผลกระทบต่อธนาคารอเมริกันมากน้อยเพียงใด (แต่ตัวธนาคารเองคงต้องรีบแข่งกันออกมาประกาศว่ามี exposure ต่อธนาคารและรัฐบาลในยุโรปมากน้อยเพียงใด เพื่อบรรเทาความกังวลของนักลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ)

3. ราคาทองแดง เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรมทั้งหลาย เช่น ลวดอิเล็กทรอนิกส์ ท่อ ฯลฯ ราคาทองแดงคล้ายกับน้ำมันตรงที่ถูกขับดันด้วยอุปสงค์ระดับโลก ถ้าราคายังลดลงอย่างต่อเนื่องก็เป็นสัญญาณว่าภาคเศรษฐกิจจริงยังไม่ฟื้น ธุรกิจเอกชนในสาขาต่างๆ ยังชะลอการลงทุน (เมื่อเทียบกับน้ำมัน ราคาทองแดงน่าจะสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจจริงได้อย่างเที่ยงตรงกว่า เพราะน้ำมันมีคนซื้อขายแบบเก็งกำไรมากกว่า กิจกรรมของนักเก็งกำไรมีส่วนทำให้ราคาเพี้ยนไปจากสถานการณ์ที่แท้จริง)

4. ราคาหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ สะท้อนแนวโน้มทางธุรกิจของบริษัทที่ทำโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคได้ค่อนข้างดี ถ้าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หางานทำได้ ก็จะมีกำลังซื้อและอยากซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาผู้บริโภคในอเมริกาขาดความเชื่อมั่นและจับจ่ายใช้สอยน้อยลงนั้น มีรากสำคัญมาจากปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2008 นั่นคือ ปัญหาครัวเรือนมีหนี้สินล้นพ้นตัวและตกงาน ด้วยเหตุนี้ นอกจากดัชนี 4 ตัวที่ไซวีแนะนำ ผู้เขียนจึงคิดว่าเราน่าจะจับตาดูตัวชี้วัดที่สำคัญอีกสองตัว ได้แก่ “อัตราการว่างงาน” (ซึ่งในตัวมันเองบอกปัญหาไม่หมด เพราะนับเฉพาะคนที่หางานไม่ได้จนเลิกหา ทำใจไปรับสวัสดิการว่างงานจากรัฐ ไม่นับรวมคนจำนวนมากกว่านั้นมากที่ยังไม่หยุดหางานทำ แต่หาเท่าไรก็ไม่ได้สักที) และ “อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี” (ซึ่งอยู่ที่ระดับ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่ลดลงเลยตั้งแต่เกิดวิกฤติปี 2008) - ตราบใดที่ตัวเลขสองตัวนี้ยังอยู่ในระดับสูง ตราบนั้นก็ยากยิ่งที่จะเห็นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q4/2011_October_03p3.htm

เงินเฟ้อน่ากลัวจริงหรือ ?




แจงสี่เบี้ย แจงสี่เบี้ย : ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน กรุงเทพธุรกิจ 5 ตุลาคม 2554

แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ เอกชนบ่นต้นทุนเพิ่ม ค่าครองชีพสูง

พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์รายวันข้างต้น ทำให้น่าสงสัยว่า ทำไมแบงก์ชาติจึงต้องทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ชอบด้วย เศรษฐกิจดี แบงก์ชาติจะกลัวอะไรกับเงินเฟ้อ อุปมาดั่งปาร์ตี้กำลังสนุก แบงก์ชาติเคาะแก้วแล้วบอกว่างานเลิกแล้ว ... คนไทยไม่เคยหอบเงินใส่กระสอบไปจ่ายตลาด แต่คนเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซื้อขนมปังตอนเย็นแพงกว่าที่ซื้อตอนกลางวันและตอนเช้า ท่านลองจินตนาการดูว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น คนเยอรมันในยุคนั้นจะรู้สึกอย่างไร สถานการณ์ทำนองนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา คนไทยจึงอาจเห็นผลเสียของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาสินค้าหรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจะพยายามอธิบายว่า เงินเฟ้อที่สูงๆ เลวร้ายอย่างไรทั้งต่อตัวเราและต่อเศรษฐกิจของประเทศ

เงินเฟ้อที่กล่าวข้างต้น ถ้าจะว่าตามหลักวิชา ต้องเรียกว่าภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสินค้า บริการ ค่าเช่า และ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ประชาชนทั่วไปต้องบริโภคสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง คำถามที่ตามมา คือ แล้วเงินเฟ้อสูงเลวร้ายอย่างไร

ผลเสียประการแรก ก็คือ เงินในกระเป๋าของทุกคนมีค่าน้อยลง เช่น คนเยอรมันในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีเงินพอซื้อขนมปังตอนเช้าได้พอดี ตกเวลาบ่ายซื้อขนมปังไม่ได้แล้ว

ประการที่สอง คือ เงินเฟ้อเพิ่มความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น เพราะคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดคงหนีไม่พ้น คนที่ไม่มีอำนาจต่อรองให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะแต่คนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่บากบั่นขยันหมั่นเพียรเก็บหอมรอบริบจนมีเงินออมฝากไว้กับธนาคาร เพราะในที่สุดแล้วเงินออมนั้นจะมีค่าเหลือนิดเดียวหากเงินเฟ้อสูงมากๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ใช้จ่ายเกินตัว จนเป็นหนี้ กลับได้รับประโยชน์ จากค่าเงินที่ลดลง เพราะแม้เขาต้องใช้หนี้เงินต้นรวมกับดอกเบี้ยแล้ว ค่าของเงินตอนที่ใช้หนี้ก็ยังน้อยกว่าค่าของเงินตอนที่เขากู้มา

ข้อเสียอันนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของภาครัฐด้วย ภาครัฐที่ใช้จ่ายเกินตัวและเกินระดับที่เหมาะสม ผลที่ตามมา คือ เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนก็คงหนีไม่พ้นประชาชน เพราะ ภาระที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้ประชาชนต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อบริโภคเท่าเดิม เปรียบเสมือนต้องเสียภาษี จึงเรียกกันว่า "ภาษีเงินเฟ้อ" ซึ่งเลวร้ายกว่าภาษีอื่นๆ เพราะเก็บแบบไม่บอกกล่าว เดาสุ่ม และที่แย่สุด คือ พวกไม่มีอำนาจต่อรองให้ทันกับเงินเฟ้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยต้องรับภาระมากที่สุด

ประการที่สาม คือ เงินเฟ้อสูงๆ ทำให้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตกำหนดราคาขายได้ยาก เพราะคาดการณ์กำลังซื้อของลูกค้าไม่ได้ การวางแผนการผลิตและการลงทุนก็ทำได้ยาก เพราะต้นทุนต่างๆ ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ดอกเบี้ย สูงขึ้นพรวดพราด ถือเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุนในประเทศ เมื่อการลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและศักยภาพการแข่งขันของประเทศย่อมทำได้ยาก

ประการที่สี่ ถ้าเงินเฟ้อของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าของไทยย่อมสูงกว่า ทำให้ขายของแข่งกับประเทศอื่นไม่ได้ กระทบกับการส่งออก เศรษฐกิจก็มีปัญหา นักลงทุนต่างชาติที่คิดจะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยคงเลือกที่จะไปตั้งฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำและคงที่มากกว่าแน่นอน

ประการที่ห้า คือ เงินเฟ้อมักมีพลังขับเคลื่อนตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อของแพง ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องปรับราคาสินค้า ลูกจ้างก็เรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตก็บอกค่าจ้างแพง ปรับราคาอีก เป็นวงจร เรียกว่า Wage-price spiral ซึ่งจะทำลายความมั่งคั่งของประชาชนและเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ผลเสียประเด็นสุดท้าย ที่อยากเน้น คือ เงินเฟ้อเป็นตัวทำลายทั้งบรรยากาศการออม การค้า และการลงทุน ดังนั้น ผู้รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องตระหนักอยู่เสมอ ว่า มาตรการที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วเกินธรรมชาติในระยะสั้นนั้น คงไม่ได้ผลที่จีรัง แต่กลับจะมีผลร้ายหากเกิดเงินเฟ้อ ซึ่งมีผลบั่นทอนความกินดีอยู่ดีของประชาชนและทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การดูแลเงินเฟ้อถือเป็นพันธกิจสำคัญของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ใช้ดูแลเงินเฟ้อ คือ อัตราดอกเบี้ย จริงอยู่ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่ผู้กู้ในระยะสั้น แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินเฟ้อสูงจนควบคุมไม่อยู่ ผลเสียที่ตามมาในระยะยาวจะสูงกว่าภาระดอกเบี้ยในระยะสั้นมาก แม้แต่ธุรกิจก็ต้องเดือดร้อน เพราะหากเงินเฟ้อสูงสัก 20% ในอนาคตท่านก็ต้องกู้มาลงทุนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 20% หากทางการรักษาเงินเฟ้อให้ต่ำได้ในระยะยาวต้นทุนการกู้ยืมก็จะถูกลงมาด้วย

สุดท้ายนี้ผมขอฝากไว้ว่าเงินเฟ้อต่ำเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาวก็จริง แต่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว คงไม่พอที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่เรายังต้องอาศัยหัวใจสำคัญ คือ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเอกชน และการจัดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ และมีคุณภาพจากภาครัฐควบคู่กันไป

บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q4/2011_October_04p1.htm

เศรษฐกิจพอเพียง : ท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน




ในท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ได้เกิดปัญหาที่ตามมามากมายทั้งปัญหาทางด้านการเมือง ปัญหาสังคม และปัญหาเกี่ยวกับวัฒนธรรม รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลักโดยเม็ดเงินที่ได้จัดสรรไปยังกระทรวงต่างๆ ล้วนแต่เป็นการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลได้คำนึงถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่ไปด้วยหรือไม่
เพราะว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540) เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆในทางการเมืองของไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจนำด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในสังคมไทย ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา" ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศและการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมในการพัฒนาโดยปัญญาชนอย่าง ประเวศ วะสี, เสน่ห์ จามริก, อภิชัย พันธเสน และ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชน ที่ถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ที่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านช่องทางต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" บนเงื่อนไข "ความรู้ และ คุณธรรม"
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ถูกใช้เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ซึ่งบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า "สังคมสีเขียว" ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท
แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญของไทย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ
ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคแรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการปลดพนักงานออก และภาวะการตกงาน ปัญหาสังคมได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งการขับเคลื่อนในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลมากนักแม้จะมีการบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้วก็ตาม แต่ไม่มีกระบวนการขับเคลื่อนที่ชัดเจน แต่ว่าได้มีชุมชน หรือ กลุ่มองค์กรชุมชน ซึ่งมีการดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจำนวนไม่น้อย เช่น ลุงประยงค์ รณรงค์ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ และชุมชนบ้านนาอีสาน เป็นต้น ซึ่งได้สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน วิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็งและขับเคลื่อนจากฐานล่างระดับรากหญ้า ซึ่งได้มีวิธีการดำเนินการสอดคล้องหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก และมีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข และได้ใช้หลักคุณธรรม ความเอื้ออาทรต่อกันภายในชุมชนเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต และเป็นแบบอย่าง มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกชุมชน ทำอย่างไรจะทำให้แนวทางของรัฐบาลกับแนวทางของชุมชนให้มีความสอดคล้องกันทั้งนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในระดับชุมชน และระดับชาติต่อไป

ที่มา http://www.thaihealth.or.th/partner/blog/7798

"ปัญหา" ทองราคาแพง

โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ AIT
(Featuring Extream Aggressor คณะ SS)


ความตื่นตระหนกของประชาชนเวลาราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ทั้งนี้ เพราะผู้คนส่วนมากมิได้มีความจำเป็นต้องใช้ทองคำในชีวิตประจำวันเหมือนอย่างที่จำเป็นต้องกินข้าวหรือซื้อน้ำมันมาเติมรถ เวลาข้าวราคาแพงหรือน้ำมันราคาขึ้น ประชาชนย่อมวิตกเพราะกลัวว่าจะขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน สำหรับทองคำนั้นถ้าเกิดมันแพงขึ้นมากๆ ก็เลิกซื้อมันเสียก็ได้ คนส่วนใหญ่คงจะมิได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมากมาย หากไม่มีสร้อยทองมาแขวนคอ หรือไม่มีทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เซฟ

ความตื่นตระหนกส่วนหนึ่งคงมาจากชาวบ้านที่พอมีอันจะกิน ชาวบ้านพวกนี้อาจรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อทองคำเก็บไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน หรือปีก่อนตอนราคาทองยังไม่แพงขนาดนี้ ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนความเสียดายที่พลาดโอกาสการทำเงินจากการเก็งกำไรในราคาทองคำนั่นเอง

หากความตื่นตระหนกส่วนใหญ่เกิดจากความเสียดายของนักเก็งกำไร สังคมส่วนรวมก็คงไม่มีความจำเป็นต้องกังวลกับเรื่องราคาทองมากนัก ทั้งนี้ เพราะการเก็งกำไรนั้นไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และน่าสนับสนุนแต่อย่างใด ถ้าใครมีสตางค์เหลือเก็บ สู้เอาไปใช้ลงทุนในธุรกิจ (ไม่ว่าทางตรง เช่นการเปิดร้าน สร้างโรงงาน หรือทางอ้อม เช่นการฝากธนาคารหรือซื้อหุ้น) ยังจะเป็นประโยชน์เสียมากกว่าการเอาเงินมาเก็งกำไรในราคาทอง
อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลเรื่องราคาทองนั้น ดูเหมือนจะแผ่วงกว้างไปกว่าในหมู่นักเก็งกำไร ชาวบ้านธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ และมิได้มีเงินเหลือเฟือเอามาใช้เก็งกำไรราคาทอง ก็ดูเหมือนว่าจะสนใจและเป็นกังวลกับราคาทองคำที่แพงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

อะไรคือต้นตอของความวิตกกังวลของชาวบ้านพวกนี้

นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียความมั่นใจในค่าของเงินตรา หรือความกลัวเงินเฟ้อนั่นเอง เวลาเงินเฟ้อราคาสินค้าและบริการทุกอย่าง (อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การศึกษา ความบันเทิง ฯลฯ) ก็จะพุ่งสูงขึ้น นอกจากนั้น มูลค่าหรืออำนาจการซื้อของเงินฝากในบัญชีธนาคารก็จะลดลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน

หากผู้คนต่างกังวลกันว่า ค่าของเงินกำลังมีแนวโน้มจะลดลง ทุกคนก็จะพยายามเปลี่ยนไปออมในรูปแบบอื่นๆ คนทั่วไปเวลากลัวเงินเฟ้อ ไม่รู้จะออมในรูปแบบใดแทนเงิน มองซ้าย-มองขวาแล้ว สุดท้ายก็มักจะตัดสินใจซื้อทองเก็บไว้

สัญชาตญาณการใช้ทองเป็นเครื่องมือการเก็บออมมีรากฐานมาจากพฤติกรรม ค่านิยม และความเชื่อของคนตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ อย่างไรก็ดี หากมองกันแบบเป็นกลางแล้ว การออมในรูปทองคำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างไปจากการลงทุนแบบอื่น เพราะราคาทองคำขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (ความต้องการใช้ทองในอุตสาหกรรม และความนิยมของผู้คน) และอุปทาน (จำนวนเหมืองทองที่ค้นพบใหม่ และปริมาณที่ผลิตได้ในแต่ละปี)

ดังนั้น ราคาทองคำจึงมีขึ้นมีลงได้เหมือนราคาสินค้าอื่นๆ การซื้อทองเก็บไว้จึงมิได้ดีไปกว่าการเอาเงินลงทุนกับอย่างอื่น เช่น การเก็งกำไรที่ดิน-คอนโดฯ การซื้อหุ้น หรือการลงทุนในการศึกษา แต่ประการใด

ในส่วนนี้ จขกท ต้องขอแย้งว่า ความคิดในการเก็บออมในรูปทองคำ หรือโลหะมีค่าอื่นๆ จริงๆ แล้ว ทุกคนที่เก็บออมทรัพย์สิน ควรจะต้องมีทองคำในขุมทรัพย์ของแต่ละคน จะมีมากน้อย ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ทองคำ ความสำคัญของมันอยู่ที่ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมค่าน้อยกว่าเงินตราทุกสกุล รวมถึงมีความผันผวนน้อยกว่าเงิน และหลักทรัพย์ด้วย และ ในเวลาที่ไม่ปกติ เช่น สงคราม ทองคำ หรือโลหะที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสากลของโลก ที่มีความสำคัญมากกว่าเงิน

และความวิตกกังวลต่อราคาทองของคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาประเมินราคาทองกับรายได้แล้วเขารู้สึกจนลงเท่านั้น (ปีก่อน เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทองได้ 1 บาท แต่มาปีนี้ เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทอง 2 สลึงใส่ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ) เพราะการปรับตัวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่กระทบกับราคาสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ แต่มันไปกระทบกับความรู้สึกของเขา

ด้วยวัฒนธรรมของคนไทย ว่า คนรวย ต้องใส่ทองเส้นเท่าโซ่ ในความคิดของคนหาเช้ากินค่ำ คนรวยหุ้น กับคนรวยทอง คนรวยหุ้นสำหรับเขาไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นสนใจ แต่คนรวยทอง สำหรับเขาแล้ว ถือว่ารวยจริง

ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่น่าเห็นใจสำหรับประชาชนตาดำๆ เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าพวกเขาจะขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบเป็นเวลานานสักเพียงใด ฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาก็อาจไม่กระเตื้องขึ้นเลย เพราะมูลค่าเงินออมที่ฝากธนาคารไว้ถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ของเงินเฟ้อ

สิ่งที่น่าทึ่งเป็นที่สุดก็คือ หากถามประชาชนตาดำๆ เหล่านี้ว่าต้นเหตุของเงินเฟ้อมาจากไหน พวกเขาก็มักพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน หรือความโลภของนายทุน ทรรศนะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบางครั้งเส้นผมเล็กๆ ก็สามารถเอามาใช้บังภูเขาทั้งลูกได้ หากมีเทคนิคการหลอกล่อที่ถูกต้อง

ค่าของเงินถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานเหมือนกับสินค้าอื่นๆ หากปีใดเกษตรกรผลิตข้าวออกมามาก แต่ความต้องการบริโภคมิได้มากตาม ราคาข้าวก็จะตก ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีใครสักคนพิมพ์เงินออกมามากกว่าปริมาณที่ใช้จ่ายกันตามปกติ "ราคาของเงิน" ก็จะตก ซึ่งนั่นก็คือคำจำกัดความของเงินเฟ้อนั่นเอง

ตรงนี้ จขกท. ต้องขอแย้ง เพราะความเป็นจริงแล้ว เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คือ
เงินเฟ้อจากแรงฉุดของอุปสงค์ (Demand Pull Inflation) ซึ่งเป็นไปตามที่เจ้าของคอลัมน์ บอกไว้ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะขาขึ้น หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงร้อนแรง นั้น จะมีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากขึ้น ตามความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของบุคคลแต่ละคน ดังนั้น จะมีความต้องการสินค้า หรือ อุปสงค์ต่อสินค้า มาก ในขณะที่ อุปทานของสินค้า หรือปริมาณการผลิต จะมีจำกัดกว่า เนื่อกจากเหตุผล 2 ประการ คือ 1. อุปทานระยะสั้น ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็คือ ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการของผู้บริโภค 2. การเพิ่มกำลังการผลิต จะเริ่มมีปัญหาที่การจ้างงานตึงตัว (ตลาดเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่) ทำให้ต้นทุนการจ้างงานสูงขึ้น และเพิ่มกำลังการจ้างงานยากกว่าปกติ ซึ่งเมื่ออุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ในขณะที่ปริมาณการผลิตเท่าเดิม ส่วนที่เหลือของตลาดที่ต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดดุลยภาพ คือ ราคาสินค้า และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อน

เงินเฟ้อจากแรงผลักของต้นทุน (Cost Push Inflation) ซึ่งในภาวะปัจจุบันที่ เศรษฐกิจเพิ่งตกต่ำอย่างแรง และกำลังจะผงกหัวขึ้น นั้น ถ้าจะมีภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในระดับที่เป็นปัญหา (ถ้าเงินเฟ้ออ่อน จะดีกับการพัฒนาเศรษฐกิจครับ เงินเฟ้อไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด) ก็ควรจะเกิดจาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจคือ น้ำมัน ครับ ซึ่งเหตุการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2551 – 2552 นี้ ไม่ได้มีตรงไหนที่เป็นความร้อนแรงทางเศรษฐกิจเลย ดังนั้นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น เป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นครับ ไม่ได้มาจากอุปสงค์

ซึ่งการเกิดเงินเฟ้อ และ เศรษฐกิจถดถอยไปพร้อมๆ กัน เรียกว่า ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagflation)

ใครสักคนที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินก็คือรัฐบาล อภิสิทธิ์ในการเสกกระดาษเป็นเงินนั้นเป็นอำนาจที่เย้ายวนและชวนให้ใช้ในทางที่ผิดเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะเงินสามารถซื้อหาคะแนนนิยมและอำนาจทางการเมืองได้ ด้วยการจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ การประกันราคาไอ้โน่นไอ้นี่ และการสร้างความเข้มแข็งทางไอ้นั้นไอ้โน้น

รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับว่าปัญหาเงินเฟ้อนั้นเป็นความผิดของรัฐ วิธีหลอกล่อให้ประชาชนสับสนที่ใช้ได้ผลดีที่สุดก็คือ โยนความผิดให้กับแพะรับบาป เช่น พวกต่างชาติ (เลวๆ) หรือไม่ก็พวกนายทุน (หน้าเลือด)

แน่นอนว่าคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายถลุงเงินดังกล่าวย่อมพึงพอใจ (อย่างน้อยก็ในช่วงสั้นๆ) แต่ในไม่นานทุกคนก็ย่อมเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอาเงินมากมายเหล่านี้มาจากไหน

คำถามดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความลังเลสงสัยในค่าของเงินในอนาคต และก่อให้เกิดอุปสงค์พิเศษสำหรับการออมในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง

เลนินเคยกล่าวไว้ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีคือ การบ่อนทำลายระบบการเงินจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บ่อนทำลายประเทศโดยการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเงินมักจะเป็นรัฐบาลของประเทศนั้นเอง เช่น กรณีเงินเฟ้อวิกฤตในประเทศ เยอรมนี ฮังการี และ ซิมบับเว

วิธีการป้องกันมิให้นักการเมืองบ่อนทำลายระบบการเงินด้วยการพิมพ์เงินมาถลุง โดยไม่ยั้งมือนั้นมิใช่เรื่องง่าย เพราะนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลนั้นมักคิดว่าพวกตนมีสิทธิชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ บทเรียนประวัติศาสตร์สอนว่า การประกันเสรีภาพในการทำงานของธนาคารกลางนั้น อาจช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินได้บ้าง

ในประเทศอื่นก็อาจจะทำได้ง่าย เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ในประเทศไทย ไม่ง่ายนักในการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ เพราะเราต้องอิงกับ สินทรัพย์ที่ประเทศไทยถือครอง ได้แก่ ทองคำ เงิน US Dollar เงินตราสกุลต่างประเทศอื่นๆ เช่น ปอนด์ เยน ฟรังก์ ฯลฯ

การออกพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล ทั้งนี้ เพราะหากรัฐไม่ระวังปล่อยให้เงินเฟ้อในอัตราสูง หนี้ที่รัฐกู้ประชาชนมาผ่านพันธบัตรก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย
ปัจจุบันประเทศตะวันตกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส ต่างมีพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อให้นักลงทุนซื้อหากันได้แล้ว

การออกพันธบัตรดังกล่าวเป็นการสร้างทางเลือกในการออมให้ประชาชนที่กลัวเงินเฟ้อ และทำให้พวกเขาไม่ต้องแห่กันไปซื้อทองเก็บไว้ในช่วงเวลาที่เกิดความหวาดระแวงในค่าของเงินตราอย่างเช่นในปัจจุบันนี้

ตามความคิดของผม ถ้ามีพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งให้ผลตอบแทนเท่ากับ ศูนย์ เพียงแต่รักษาเงินต้นเท่านั้น ผมมองว่า ควรจะมีพันธบัตรประเภทนี้อยู่ในพอร์ต เพียงไม่เกิน 10 % เท่านั้น และยังคงแนะนำให้เก็บทองคำ เมื่อราคาอ่อนตัวจากแรงขายทำกำไร ไว้ในพอร์ตอีก 10 %

ที่มา http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=211127

“จตุจักร กรีน” มิติใหม่แหล่งช้อปปิ้งในสวนสวย




Lifestyle Mall แห่งใหม่นสวนสวย “จตุจักร กรีน” แหล่งช้อปปิ้งแห่งใหม่สวนจตุจักร สำหรับคนกรุงเทพฯ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Shops in the park” แหล่งช้อปปิ้งย่านจตุจักรที่ผสมผสานกับพื้นที่สีเขียวอย่างลงตัว

ด้วยประมาณกว่า 100 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการภายในเดือนกรกฎาคมศกนี้ ที่คนกรุงฯ เตรียมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่จะให้ให้คุณได้สัมผัสถึงธรรมชาติที่แวดล้อมโครงการฯ ไปพร้อมๆ กับการพักผ่อนหย่อนใจและช้อปปิ้ง ทานอาหารในย่านทำเลทองของเขตจตุจักร ด้วยการเนรมิตพื้นที่ในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัวภายใต้แนวคิดกรีนคอนเซ็ปต์ทั้ง 6 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นร้านอาหาร ร้านค้า ที่มีคุณภาพกว่า 200 ร้านค้า พร้อมคงแนวคิดในการรักษาสิ่งแวดล้อมกับ Bicycle Mall สำหรับทางวิ่งเฉพาะของจักรยานภายในโครงการฯ พร้อมที่จอดรถอำนวยความสะดวกกว่า 15 ไร่ เพื่อให้ผู้ที่สัญจรไปมาในสวนสมเด็จฯ และละแวกใกล้เคียงได้เลือกซื้อของที่มีคุณภาพ ทานอาหารอร่อย ได้หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองและได้พักผ่อนหย่อนใจไปกับธรรมชาติของสวนสวยรอบโครงการฯ ซึ่งประสบการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ จะอยู่ในโครงการ “จตุจักร กรีน”



นายศักดา อู่ดาราศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮทราฟฟิค มีเดีย จำกัด เปิดเผยว่า ในขณะนี้โครงการ “จตุจักร กรีน” ได้มีร้านค้าเปิดให้บริการแล้วกว่า 70% อาทิ ร้าน พีนัท การ์เด้นท์ ร้านอาหารแสนอร่อยของน้องกาย รัชชานนท์ และน้องฮารุเพื่อนนักแสดง ร้านสเต็กโกลเด้นท์ กริล ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือต่อชาม ร้านอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง Red Basket ร้านอาหารต้นตำรับเนื้อย่างเกาหลี Y.J. Grill ร้านอาหารอิตาเลี่ยนฟิวชั่น De Skyวาฟเฟิลฮ่องกง ชาไข่มุกโอชายะ และร้านค้าที่น่าสนใจหลากหลายมากมาย รวมถึง กรีน ฟู้ดพาร์ค ศูนย์รวมเมนูอาหารแสนอร่อยที่เปิดบริการให้คุณลิ้มลองแล้ววันนี้กว่า 20 เจ้าอร่อย ซึ่งผลตอบรับที่ได้จากลูกค้านั้นดีเกินคาด โดยที่มาหลังจากได้เริ่มทดลองเปิดให้บริการ กระแสการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าดีเกินคาดกว่าร้อยละ 50 นั้นส่วนมากจะเป็นพนักงานของบริษัทฯ ที่ตั้งอยู่โดยรอบบริเวณโครงการ ผู้ที่มาออกกำลังกาย รวมถึงนักช้อปที่มาเดินตลาดนัดจตุจักร และผู้ที่เดินทางสัญจรผ่านโครงการฯ ได้รู้จักและมาใช้บริการ

Lifestyle Mall ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราได้วางไว้ตั้งแต่ต้น ส่วนที่เหลือจะมาจากกลุ่มนักศึกษา และผู้ที่ต้องการรับประทานอาหาร เครื่องดื่มในช่วงกลางคืนที่ต้องการความสงบและเป็นส่วนตัว ส่วนมากกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มักเน้นความสะดวกสบายในการเดินทาง ซึ่งทางโครงการฯ ถือว่าตอบโจทย์ลูกค้า คือสถานที่ห่างจากตลาดนัดจตุจักรเพียง 100 เมตร และใกล้กับระบบขนส่งมวลชนทั้ง MRT และ BTS เพียง 200 เมตร และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับกลุ่มนักช้อปของคนกรุงที่ต้องการความเป็นอิสระในการเดินเลือกซื้อ และตอบโจทย์ได้ตรงใจอย่างที่สุด



โดยในวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ถือเป็นฤกษ์ดีสำหรับโครงการ จตุจักร กรีน ได้มีพิธีบวงสรวงจัดตั้งศาลพระพรหม เพื่อเป็นศิริมงคลให้กับโครงการฯ และผู้ประกอบการร้านค้า ก่อนที่จะทำการเปิดโครงการฯ อย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคมนี้ศกนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเรามองว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และวางแผนเพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่มาออกกำลังกายเพิ่มจากทั้งในส่วนของสวนสมเด็จฯ และสวนจตุจักร เพื่อเป็นการดึงกลุ่มเหล่านี้เข้ามาใช้บริการในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่สัญจรไปมาเป็นประจำ โดยเบื้องต้นทางสวนสมเด็จฯ ได้มีการเปิดประตูเชื่อมต่อมายังโครงการ จตุจักร กรีน เพื่อความสะดวกสบาย และง่ายต่อการเดินทางที่มีจะมาใช้บริการยังโครงการฯ ของเรา โครงการจตุจักร กรีน คือพื้นที่ตอบโจทย์ของสังคมเมือง รักษาสิ่งแวดล้อม ต้องการจับจ่ายซื้อสินค้า และต้องการหลีกหนีความจำเจ ความวุ่นวายในเมืองได้มาพักผ่อน หย่อนใจ รับประทานอาหารอร่อยในบรรยากาศร่มรื่นของสวน มีพื้นที่สีเขียวโดยรอบ โดยพื้นที่ทุกส่วน ร้านค้าต่างๆ ได้วางคอนเซปต์ให้มีแนวคิดสร้างสรรค์ เข้ากับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว ในการตอบสนองให้เป็น Lifestyle Mall แห่งใหม่ที่จะสร้างประสบการณ์ดีๆ และความประทับใจในการเข้ามาทานอาหารและจับจ่ายใช้สอย รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางสวนสวยบรรยากาศดีๆ ในละแวกบริเวณสวนสมเด็จฯ นี้ต่อไป นาย ศักดา กล่าวสรุป

ที่มา http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=1026

ธปท.ชี้เฟดตรึงดบ. ไม่มีผลนโยบายการเงิน



ธาริษา"ชี้เฟดตรึงดอกเบี้ย ไม่ส่งผลกระทบกับการตัดสินใจนโยบายดบ.ของไทย เหตุศก.ยังไปได้สวย ความจำเป็นใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมีน้อย

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในวันนี้ ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นคนละตลาดกัน ทั้งนี้ เศรษฐกิจเอเชียขยายตัวดีมาก จึงมีความกังวลปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาฟองสบู่ ดังนั้น การทำนโยบายการเงินจึงน่าจะเป็นคนละทางกัน เช่นเดียวกับที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี การส่งออกเติบโตสูงและขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้การใช้จ่ายในประเทศขยายตัวสูงขึ้นไปด้วย

"ความจำเป็นการใช้นโยบายการเงินการคลังแบบผ่อนคลายมากๆ มีน้อยลง ในระยะต่อไปนโยบายการเงินก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น"

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังต้องรอลุ้นว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ หลังจากที่ปัญหาการเมืองมีผลกระทบอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็จะต้องขึ้นกับการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)จะต้องพิจารณา

ส่วนการลงทุนก็ชะลอตัวไปแล้ว แต่การส่งออกยังขยายตัวดี เพราะฉะนั้นการลงทุนเพื่อการส่งออกน่าจะดีด้วย

จีนปรับค่าเงินหยวนส่งออกไทยได้ประโยชน์

สำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายค่าเงินหยวนของจีนนั้น นางธาริษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาค่าเงินหยวนก็เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางการจีนดำเนินการเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ได้หยุดไปเมื่อปี 2551 ซึ่งการกลับมาดำเนินการอีกครั้ง เพราะจีนมองว่าขณะนี้เศรษฐกิจแข็งแกร่งและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงค่าเงินได้ ขณะเดียวกันก็ถูกแรงกดดันจากนอกประเทศให้ปรับค่าเงินหยวนด้วย

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทและค่าเงินภูมิภาคแข็งค่าขึ้นด้วย ก่อนหน้านี้มีการ overshoot จากค่าเงินหยวนที่แข็งค่า แต่ตอนนี้ก็กลับมาบ้างแล้ว การทำนโยบายของจีนทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะตอนนี้เงินหยวนเทียบดอลลาร์และยูโรแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินบาท

สำหรับผลกระทบที่มีต่อการส่งออกไทยไม่มากนัก เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ ซึ่งไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนประมาณ 11%

นอกจากนี้ จีนยังมีนโยบากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศด้วย น่าจะทำให้ผู้ส่งออกไทยจะได้ประโยชน์มากกว่า

ที่มา-www.bangkokbiznew.com

ไทยกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

กับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

เมื่อวิกฤตการณ์ครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นนั้น ผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันหลายคน ได้ให้ถ้อยแถลงผ่านสื่อมวลชน ปลอบประโลมคนไทยทั่วไปว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐฯ มีผล กระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเป็นคำปลอบใจที่ไร้เดียงสา ยิ่งคำกล่าวนั้นออกมาจากปากของผู้มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ด้วยแล้ว ก็นับว่าน่ากังขาในด้านของสุขภาพจิตของผู้ให้สัมภาษณ์เป็นอันมาก เพราะแท้ที่จริงแล้ววิกฤตทางการเงินของสหรัฐฯครั้งนี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง แม้ผลกระทบทางตรงจะมีไม่มากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมนั้นมีอยู่มากมายมหาศาลทีเดียว

ผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย

(1) ความเสียหายของสถาบันการเงินไทย วิกฤตสถาบันการเงินของสหรัฐฯครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศน้อยมาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไทยมีการลงทุนในต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.6 ของสินทรัพย์ทั้งหมดในระบบเท่านั้น โดยการลงทุนในหุ้นกู้ต่างประเทศก็มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 13 ของเงินกู้ทั้งหมดในระบบ นอกจากนั้นธนาคารไทยส่วนใหญ่ก็ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีรัฐบาลค้ำประกัน จึงช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้ระดับหนึ่ง จากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ยอดความเสียหายมีอยู่ประมาณ 4,800 ล้านบาทเท่านั้น หรือมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 0.1 ของยอดสินเชื่อสถาบันการเงินทั้งระบบที่มีอยู่ 9.4 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่าน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ได้มีการตั้งข้อสังเกตต่อความเสียหายในการไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่เข้าใจว่าจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของ กบข. ได้หดหายไปถึง 74,056.83 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 4 เดือน นอกจากนั้น ก็คาดว่าได้เกิดความสูญเสียจำนวนมาก ขึ้นกับกองทุนรวมของไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund - FIF) หลายกองทุน เพราะปรากฏว่ามูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน FIF บางกองในปัจจุบัน ได้ลดลงไปถึงร้อยละ 60

(2) ความเสียหายในธุรกิจของ Lehman Brothers ในประเทศไทย เนื่องจากบริษัทนี้มีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ และการปล่อยสินเชื่อ อยู่ในประเทศไทยเป็นมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เมื่อประกาศล้มละลาย Lehman Brothers คงต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมดเพื่อไปชำระหนี้ ซึ่งอาจมีผลกระทบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศบ้าง และบริษัทที่ได้รับสินเชื่อจาก Lehman Brothers ก็ต้องเร่งหาเงินมาจ่ายหนี้คืน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินในประเทศ ที่มีแนวโน้มตึงตัวอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นอีก

(3) ความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วง 3-4 วันแรกหลังจากวิกฤตการณ์ปะทุขึ้น ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติมากเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย รองลงมาจากไต้หวัน และเกาหลีใต้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับลดลงไปวันละประมาณร้อยละ 4-5 เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ ต้องเทขายสินทรัพย์ทุกชนิดในตลาดต่างๆทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย เพื่อดึงเอาเงินสดกลับไปรองรับการไถ่ถอนหน่วยลงทุน และเพื่อชดเชยสภาพคล่องที่ขาดแคลนอย่างรุนแรง การล่าถอยออกไปของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในตลาดหลักทรัพย์ของไทยเช่นนี้ ย่อมมีผลทำให้ตลาดหุ้นไทยตกอยู่ในสภาพซึมยาว ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯ จะช่วยเยียวยาให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว ซึ่งอาจเห็นสัญญาณความเป็นไปได้ในปี 2009 อนึ่ง นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินครั้งนี้ขึ้นเมื่อกลางเดือนกันยายน มาจนถึงต้นเดือนธันวาคม 2008 นั้นได้มีผลให้มูลค่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปแล้วกว่าร้อยละ 50

ผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย

(1) ผลกระทบต่อภาคการส่งออก โดยที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็นตลาดสินค้าออกของไทยถึงประมาณน้อยละ 35 นอกจากนั้น การส่งออกของไทยไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาธารณประชาชนจีน ก็ปรากฏว่าประเทศเหล่านั้นก็นำไปผ่านกระบวนการผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น อีกเช่นเดียวกัน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ซึ่งมีผลให้ความต้องการซื้อสินค้า ในตลาดส่งออกสำคัญดังกล่าวตกต่ำลงอย่างมาก สินค้าไทยที่เคยส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ย่อมลดลงตามไปด้วย ปัจจุบันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมส่งออกสาขาต่างๆของไทย ก็ได้ออกมาระบุแล้วว่า คำสั่งซื้อใหม่ที่จะส่งมอบสินค้าในปี 2009 นั้น ได้หดหายไปร้อยละ 20-30 จึงคาดว่าการส่งออกในปี 2009 จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก คาดว่ารายได้จากการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมจะหายไปประมาณแสนล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ เครื่องไฟฟ้า ยานยนต์ เครื่องหนังและรองเท้า ผลิตภัณฑ์เหล็ก เฟอร์นิเจอร์ เซรามิค ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารทะเล กับอัญมณีและเครื่องประดับ โดยที่การส่งออกของสินค้าและบริการ เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีบทบาทถึงกว่าร้อยละ 70 ของ GDP การตกต่ำของสินค้าออกย่อมส่งผลต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

(2) ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยในปี 1997 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยือนโดยเฉลี่ยปีละ 10.5 ล้านคน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำรายได้ให้แก่ประเทศถึงปีละ 5-6 แสนล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 10 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการของไทย เนื่องจากการท่องเที่ยวของไทยมีจุดเด่นในด้านความคุ้มค่าของเงิน และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ในปี 2007 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เขยิบขึ้นไปเป็น 14.5 ล้านคน สำหรับในปี 2008 นี้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาแล้ว 11.3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการปะทุขึ้นของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก็เริ่มได้รับผลกระทบไม่น้อยอยู่แล้ว จากสถานการณ์ความขัดแย้งแบ่งขั้วของการเมืองภายในประเทศ และมีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย ในสายตาของชาวต่างชาติ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จึงเป็นปัจจัยลบ ที่ซ้ำเติมให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยซบเซาลงไปอีก เพราะการท่องเที่ยวมีสภาพเหมือนสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อผู้คนมีรายได้น้อยลงหรือต้องระมัดระวังการใช้จ่าย คนส่วนใหญ่ก็จะระงับหรือชะลอแผนการท่องเที่ยวออกไป หรือไม่ก็ปรับเปลี่ยนเป็นการเดินทางท่องเที่ยวอย่างประหยัดภายในประเทศ หรือประเทศใกล้เคียง แทนที่จะเดินทางข้ามทวีปมาเที่ยวไทย นอกจากนั้น ประเทศหลักๆที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินครั้งนี้อันได้แก่ อังกฤษและประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ก็ล้วนแต่เป็นแหล่งที่มาของนักท่องเที่ยวระดับบนของไทยทั้งสิ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมียอดการใช้จ่ายต่อวันสูงเฉลี่ยราว 4,000 บาทต่อวัน เข้าพักในโรงแรมราคาแพง รับประทานอาหารในภัตตาคาร ใช้จ่ายเพื่อสันทนาการ และซื้อสินค้าต่างๆ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในการมาท่องเที่ยวแต่ละครั้ง จะมีระยะเวลาการพำนักอยู่ยาวนานเฉลี่ยอยู่ที่ 13 วัน ดังนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะหดหายไป แม้จะได้รับการชดเชยด้านปริมาณบางส่วนจากนักท่องเที่ยวเอเชีย โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเชีย แต่คุณภาพและยอดการใช้จ่ายต่อหัวแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถดถอยลงนับแต่นี้ไป จนกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จะคลี่คลายซึ่งอาจยาวนานถึงปี 2010 ทีเดียว ปัจจุบันก็เริ่มปรากฏสัญญาณของความถดถอยขึ้นแล้ว อาทิ ยอดการจองห้องพักของโรงแรมในภาคใต้สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2008 นั้น ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 15 ส่วนในเดือนธันวาคม 2008 ไม่มียอดจองใหม่เข้ามาเลย มีแต่เพียงยอดที่จองเอาไว้นานแล้วและยังมิได้บอกยกเลิก กับมีรายงานข่าวว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในภาคเหนือและภาคใต้ ได้ลดลงไปถึงร้อยละ 50 แล้ว ทั้งๆที่เป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว (High Season) คือช่วงเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมปีถัดไป ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว (Low Season) สถานการณ์จะย่ำแย่ลงไปกว่านี้อีกมากทีเดียว

(3) ผลกระทบต่อสินเชื่อและการลงทุน วิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งนี้ ทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินของโลกเกิดความตึงตัวอย่างรุนแรง (Credit Crunch) ดังนั้น ต้นทุนการกู้ยืมเงินในรูปของดอลลาร์จะสูงขึ้นเป็นอันมาก ธุรกิจต่างๆที่เคยกู้ยืมเงินในตลาดต่างประเทศ จึงต้องหันมาแสวงหาสินเชื่อภายในประเทศแทน ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องในประเทศตึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย ในช่วงเวลานับแต่นี้เป็นต้นไปการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินในประเทศ จะมีความยากลำบากยิ่งขึ้น และมีต้นทุนสูงขึ้นด้วย สภาพการณ์เช่นนี้จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ของไทย เพราะโอกาสที่จะได้รับสินเชื่อซึ่งมีน้อยอยู่แล้วจะยิ่งตีบตันมากขึ้นอีก การดำเนินธุรกิจและการลงทุนในอนาคตของธุรกิจส่วนใหญ่ที่ราวร้อยละ 90 นั้นเป็น SMEs ย่อมจะเต็มไปด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัส

(4) ผลกระทบต่อการจ้างงาน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2008 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้แจ้งเตือนว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินของโลกครั้งนี้ จะทำให้จำนวนคนตกงานทั่วโลกภายในสิ้นปี 2009 เพิ่มขึ้นเป็น 210 ล้านคน นับเป็นอัตราการว่างงานของโลกซึ่งสูงที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยอดคนว่างงานดังกล่าวนั้น ได้รวมเอาจำนวนคนตกงานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2008 ไปจนถึงสิ้นปี 2009 ที่คาดว่าจะมีจำนวนอย่างน้อย 20 ล้านคนเอาไว้ด้วยแล้ว ซึ่งทำให้จำนวนคนว่างงานทั่วโลกมียอดสูงกว่า 200 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

สำหรับประเทศไทยนั้น จากการประเมินของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ คาดหมายว่า จากการที่คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปี 2009 ที่ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 30 จะมีผลต่อการจ้างงานในปี 2009 อย่างแน่นอน ปัจจุบันมีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอยู่ราว 6 ล้านคน ถ้าคำสั่งซื้อลดลงในระดับดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ผู้ประกอบการต้องลดการจ้างแรงงานลงร้อยละ 10-15 หรือตกประมาณ 0.9-1 ล้านคน ในไตรมาสแรกของปี 2009 ซึ่งแรงงานเหล่านี้บางส่วนจะสามารถกลับเข้าไปทำงานในภาคการเกษตรได้ราว 6-7 หมื่นคน นอกจากนั้น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจและมาตรการประหยัดค่าใช้จ่าย อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน อาจมีผลให้แรงงานไทยในต่างประเทศต้องตกงานและเดินทางกลับเป็นจำนวนมากด้วย สภาพการณ์ดังกล่าวจะรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากจะมีผู้ที่จบการศึกษาใหม่ ทั้งระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี เข้าสู่ตลาดแรงงานอีกราว 700,000 คน

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการบางราย ได้เริ่มลดการทำงานล่วงเวลาลงแล้ว มีผลให้การทำงานลดลงจากสัปดาห์ละ 6 วันเหลือสัปดาห์ละ 5 วัน และในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และเซรามิค บางส่วนก็เริ่มปลดคนงานแล้ว อนึ่ง จากผลการสำรวจของชมรมผู้บริหารงานบุคคล ของบริษัทต่างๆในนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยากว่า 1,700 โรงงาน ซึ่งมีการจ้างงานกว่า 300,000 คน พบว่าอาจมีแรงงานที่ต้องถูกเลิกจ้างประมาณ 30,000 คน และหากสถานการณ์เลวร้ายลงอาจต้องปลดคนงานถึง 100,000 คน โดยอุตสาหกรรมที่จะมีการปรับลดพนักงานมากที่สุด คืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยอดการสั่งซื้อจากต่างประเทศลดน้อยลงอย่างมาก นอกจากนั้น แรงงานจังหวัดสมุทรปราการก็ได้แถลงว่า จังหวัดสมุทรปราการซึ่งมีสถานประกอบการมากกว่า 18,000 แห่งนั้น ในปี 2008 นี้มีสถานประกอบการปิดตัวไปแล้ว 76 แห่ง ซึ่งมีลูกจ้าง 7,649 คน ส่วนใหญ่เป็นกิจการสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า และรองเท้า

(5) ผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรบางชนิด วิกฤตครั้งนี้ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกลดลง ราคาของพืชผลเกษตรจึงโน้มต่ำลง และบางชนิดผลผลิตออกมาล้นตลาด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดโดยเฉพาะยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้รับอานิสงส์จากความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทำให้ความต้องการผลิตผลเกษตรดังกล่าวเพิ่มขึ้น ปริมาณการส่งออกและราคาจึงอยู่ในระดับสูงตลอดมา เมื่อการส่งออกของจีนที่ต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐฯอย่างมากอ่อนแรงลง ก็มีผลทำให้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดลดลงอย่างน่าใจหาย ดังจะเห็นได้จากราคาซื้อขายยางแผ่นดิบ ที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ ได้ลดลงจากกิโลกรัมละ 91.80 บาท เมื่อวันที่ 23 กันยายาน 2008 เหลือเพียงกิโลกรัมละ 54.63 บาท ในวันที่ 13 ตุลาคม 2008 หรือลดลงไปถึง 37.17 บาทในช่วงเวลาเพียง 20 วันเท่านั้น ซึ่งสินค้าเกษตรของไทยอีกหลายชนิดก็มีลักษณาการทำนองเดียวกันนี้ด้วย ความตกต่ำของราคาพืชผลเกษตรนั้น จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของเกษตรในชนบท ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ผลร้ายที่จะติดตามมาก็คือความถดถอยของกำลังซื้อภายในประเทศ

อนาคตเศรษฐกิจไทยใต้เงาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์รุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2008 เป็นต้นไป ความถดถอยตกต่ำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จะแผ่รังสีอำมหิตเข้าครอบงำเศรษฐกิจไทยอย่างเข้มข้นในปี 2009 ส่งผลให้เกิดความตกต่ำอย่างหนักแก่เศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเปิด จึงอ่อนไหวและมีระดับของการพึ่งพาเศรษฐกิจโลกในเกณฑ์สูงมาก ดังเห็นได้จากการที่ภาคการค้าระหว่างประเทศ มีสัดส่วนถึง 140% ของ GDP และการส่งออกซึ่งอยู่ในฐานะเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของระบบเศรษฐกิจนั้น ก็มีสัดส่วนสูงกว่า 70 % ของGDP ด้วย เมื่อเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยทรุดตัวลง ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยถดถอยตกต่ำลงไปด้วย จากการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พบว่า ถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯชะลอตัวลง 1 % จะมีผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง 0.135-0.9% ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาโดยใช้นโยบายการเงินและการคลัง รวมทั้งการกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินน้อย และภาวะความทรุดโทรมของเศรษฐกิจไทยนั้น จะยืดเยื้อเรื้อรังไปจนกว่ามาตรการแก้ไขปัญหาของสหรัฐฯ และประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่นๆ จะเริ่มสัมฤทธิ์ผล ซึ่งอาจต้องใช้เวลายาวนานถึงปี 2010 ดังนั้น อนาคตเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีข้างหน้าคงจะตกอยู่ในสภาพการณ์ดังต่อไปนี้

(1) คาดหมายว่าการส่งออกในปี 2009 จะได้รับผลกระทบถึง 60 % โดยสินค้าสำคัญที่จะได้รับผลกระทบได้แก่ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ กุ้งสดแช่เย็นและแช่แข็ง ยางพารา และมันสำปะหลัง คาดว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออก จะลดจากที่ประมาณไว้ก่อนหน้าวิกฤตว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 18 เหลือเพียงร้อยละ 0.5 ซึ่งทำให้รายได้จากการส่งออกหดหายไปประมาณ 9 แสนล้านบาท

2) เศรษฐกิจไทยในปี 2009 จะขยายตัวเพียงร้อยละ 2.5-3.5 เท่านั้น จากอัตราการขยายตัวในระดับปกติที่ 5% เทียบกับปี 2008 ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.5

(3) คาดว่าการใช้จ่ายของภาคเอกชนจะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.5-2.5 แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มาตรการเหล่านั้นก็มิได้มีเป้าประสงค์จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังแต่อย่างใด เป็นแค่การหว่านเงินเพื่อหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป ที่คาดว่าจะมีขึ้นในอีกไม่นานนักเท่านั้น และเนื่องจากสัดส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐ ทั้งการบริโภคและการลงทุน มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 15 ของ GDP เท่านั้น จึงไม่สามารถที่จะชดเชยการทรุดตัวลงของภาคการส่งออก และการใช้จ่ายของภาคเอกชนได้ นอกจากนั้น รัฐบาลปัจจุบันก็ไร้ความสามารถในการบริหารจัดการ และการเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐก็มิได้มีเป้าประสงค์อื่นใด นอกจากประคองตัวอยู่ไปวันๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และคอยโอบอุ้มคุ้มครองอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เร่ร่อนเป็นสัมภเวสีอยู่ในต่างประเทศเท่านั้น จึงไม่เป็นที่หวังอันใดสำหรับการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้เลย

(4) คาดว่าจำนวนคนว่างงานในปี 2009 จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ประมาณว่าภายในไตรมาสแรกจำนวนคนว่างงานจะมีจำนวนราว 0.9-1 ล้านคน ซึ่งเมื่อรวมกับผู้ที่จะจบการศึกษาและก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่อีกราว 700,000 คนแล้ว จำนวนคนว่างงานก็อาจทะยานเข้าไปใกล้ 2 ล้านคน สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมจะทำให้ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาครอบครัว และปัญหาสังคมอื่นๆ ปะทุตามมาอย่างแน่นอน

(5) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับการคาดการณ์อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ได้ทำไว้เมื่อ 6 เดือนก่อนลง โดยระบุว่าในปี 2009 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะลดลงจากที่คาดไว้ร้อยละ 3.8 เหลือร้อยละ 3 (ซึ่งอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงของ The Great Depression เมื่อปี 1928) และการขยายตัวของสหรัฐฯลดลงจากร้อยละ 0.6 เป็นร้อยละ 0.1 ประเทศในกลุ่ม EU จากร้อยละ 1.2 เหลือร้อยละ 0.2 และญี่ปุ่นจากร้อยละ 1.5 เหลือร้อยละ 0.5 ตามลำดับ คาดหมายว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกอาจต้องเวลาค่อนข้างนาน คะเนว่าน่าจะฟื้นตัวได้ในปี 2010 ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวได้ก็ภายหลังจากปี 2010 ไปแล้วเท่านั้น

(6) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นี้นับได้ว่ามีความรุนแรงมากที่สุด หลังจาก The Great Depression ในปี 1930 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ระบุความเสียหายของสถาบันการเงินทั่วโลกว่า มีไม่น้อยกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ต้องมีการเพิ่มทุนอีก 6.75 แสนล้านดอลลาร์ สิ่งที่น่าคิดก็คือ หลังจากที่เกิด The Great Depression ในทศวรรษ 1930 แล้วนั้น สิ่งที่ติดตามมาก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง และความย่อยยับของเศรษฐกิจของยุโรป รวมทั้งความตกต่ำทางเศรษฐกิจในประเทศสยาม ซึ่งทำให้จำเป็นต้องดุลย์ (หรือปลด)ข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เพื่อตัดงบประมาณรายจ่ายให้สมดุลกับรายได้ที่ลดลง อันเป็นชนวนเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 1932 จึงน่าสนใจมากว่าภายหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครั้งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมเศรษฐกิจไทยบ้าง?



(7) ผู้ประกอบการไทยจะต้องเผชิญกับสภาวะการขาดแคลนเงินทุน เนื่องจากบรรดาสถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อขึ้นเป็นอันมาก และอาจไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้อีกเลย สำหรับลูกค้าที่มีฐานะการเงินไม่น่าไว้วางใจ ภาวะการเงินในระบบจะอยู่ในสภาพตึงตัว อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ภาวะบีบคั้นเช่นนี้ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัวลง จะทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ประคองตัวอยู่ได้ด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัส

กล่าวโดยสรุปแล้ว วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งมีผู้เปรียบเทียบว่าเสมือนกับคลื่นสึนามินั้น ปกติแล้วก่อนที่กำแพงน้ำมหึมาจะถาโถมเข้ามาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างนั้น น้ำทะเลจะถอยร่นลงไปอย่างรวดเร็ว ความถดถอยตกต่ำที่เริ่มฉายชัดขึ้นในขณะนี้ ย่อมเปรียบได้กับปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งบ่งชัดว่าคลื่นมหาวินาศกำลังจะมาถึงในอีกไม่นานเกินรอ

ที่มา http://www.thaiworld.org/th/

เริ่มต้นสู่อิสรภาพทางการเงิน


6 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงิน ? The 6 Steps to Financial Freedom

1) จัดทำบัญชี และงบการเงิน

การเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินก็เหมือนกันกับการเดินทางทั่วไปที่ต้องมีแผนที่นำทาง ดังนั้นก่อนจะเริ่มเดินทาง คุณเองควรจะรู้ก่อนว่า ปัจจุบันคุณอยู่ ณ จุดไหนของคำว่า ? อิสรภาพทางการเงิน? ลองจัดทำงบการเงิน

2) ตั้งเป้าหมาย และวางแผน

เริ่มต้นจากอิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน 6 ประการ คือ

- เศรษฐกิจพอเพียง

- เก็บ 10 เปอร์เซ็นต์ (ของรายรับทั้งหมด)

- สำรองเงินไว้ใช้จ่าย (อย่างน้อย 6 เดือน)

- ประกันชีวิต สุขภาพ และอุบัติเหตุ

- เรียนรู้ตลอดชีวิต

- บริจาคตามกำลัง

ลองพิจารณาดูว่าชีวิตของท่านบรรลุเป้าหมายพื้นฐานในแต่ละข้อข้างต้นหรือยัง ถ้ายังให้กำหนดหัวข้อเหล่านี้เป็นเป้าหมาย ที่สำคัญต้องกำหนดวิธีการ กรอบเวลา รวมถึงประเมินภาพในอนาคตไว้ด้วย ส่วนใครที่มีอิสรภาพการเงินขั้นพื้นฐานแล้ว ก็อาจตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปได้ ไม่ว่ากัน

3) ลงทุนในการเรียนรู้

?High Understanding, High Returns? ยิ่งคุณเข้าใจธุรกิจที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถสร้างกำไรจากมันได้มากเท่านั้น จงเรียนรู้ให้หนักขึ้น เพื่อจำกัดความเสี่ยงทั้งมวลที่อาจจะเกิดขึ้น โลกไม่ได้ยากเย็นอย่างที่เราคิด แต่ที่ใครหลายคนคิดว่ามันยาก เพราะเขาเหล่านั้นไม่เคยแบ่งเวลามาสนใจใยดีกับมันต่างหาก

จงแบ่งเวลาให้กับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ อย่าจำกัดเฉพาะแต่ในห้องเรียน จงมองโลกให้กว้างเพื่อที่ท่านจะได้เห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่อีกมากมายบนโลกใบนี้

เราลงทุนในการเรียนรู้ด้วยอะไรบ้าง ?

เวลา

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณา ปัจจุบันคุณให้เวลากับการเรียนรู้สักแค่ไหน ถ้าคิดว่ายังน้อยไป จัดแบ่งเวลาในการเรียนรู้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะได้รับมากขึ้น

ความคิด

คนสองคนนั่งเรียนคอร์สเดียวกัน คนหนึ่งเอากลับมาคิดต่อยอดไปสู่การกระทำ อีกคนได้แค่นั่งดีใจว่ารู้แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสองคนนี้ต่างกันมหาศาล

สายสัมพันธ์

การลงทุนในสายสัมพันธ์ ก็สามารถสร้างการเรียนรู้ได้อย่างมากมาย คนหลายคนมักคบหา หรือคิดถึงคนอื่นยามที่ตัวเองเดือดร้อนเท่านั้น เรียนรู้ที่จะใช้เวลากับผู้อื่น แบ่งปันความรู้ ความคิด ความช่วยเหลือให้กับคนรอบข้างโดยเฉพาะคนที่แตกต่างจากคุณ เพราะมันจะช่วยให้โลกของคุณกว้างขึ้น ไม่เพียงแค่ความรู้ แต่มันคือโลกแห่งความรัก และความเอื้ออาทรกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เงินก็ซื้อหาไม่ได้

ความรู้

เข้าร่วมทำงานกับองค์กร หรือชมรมที่ท่านสนใจ เพื่อสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อันจะก่อให้เกิดบูรณาการทางความรู้และความคิดได้เป็นอย่างดี

การตั้งคำถาม

คำถามที่ดีเป็นการสร้างโจทย์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ชีวิต ในทางตรงกันข้าม คำถามแย่ ๆ ก็ทำให้คุณเป็นคนในด้านตรงกันข้ามได้เช่นกัน

ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้

ทำไม เราไม่เกิดมารวยเหมือนคนอื่นบ้าง?

ทำไม เราไม่โชคดีเหมือนคนอื่นเขาบ้าง?

เริ่มต้นใหม่ ตั้งคำถามที่ดีให้กับตัวเอง แล้วคุณจะได้คำตอบที่ดีกลับคืนมา

ฉันจะประสบความสำเร็จในชีวิตก่อนอายุ 35 ปี ได้อย่างไร?

คำถามใหม่ ๆ จะนำคุณไปสู่การลงทุนครั้งใหม่ในชีวิต จงใช้ชีวิตกับคำถามใหม่ ๆ เลิกถามคำถามเก่า ๆ

หุ้นตัวไหนน่าซื้อ?

กู้เงินแบงค์ไหน ดอกเบี้ยต่ำสุด?

มีเงินเก็บ 50,000 ทำธุรกิจอะไรดี?

สิ่งที่คุณถาม คือ สิ่งที่คุณจะได้รับ?

อื่น ๆ อีกมากมาย (ลองคิดต่อเองนะครับ)

4) แวดล้อมตัวคุณ ด้วยคนที่คิดแบบเดียวกัน

คนเราเป็นไปตามสภาวะแวดล้อมเสมอ อิสรภาพทางการเงิน เกิดได้ทันทีที่คุณเป็นผู้เลือกกระทำ ดังนั้น จงเลือกสภาวะแวดล้อมที่จะพาชีวิตคุณไปในทางที่ดี

5. ลงมือปฏิบัติ บันทึกผล

บิดาของความสำเร็จ คือ การกระทำ? คำพูดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่เป็นจริงเสมอ

ลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่กำหนดไว้ จดรายละเอียดของทุกการกระทำสำคัญ ๆ ไว้ เพื่อเปรียบเทียบ และปรับแก้แผนงานสู่อิสรภาพทางการเงิน

6. ทบทวน

ตรวจสอบผลการปฏิบัติ กับแผนที่วางไว้ ว่าเป็นไปตามแผนแค่ไหน ต้องปรับแก้อะไร ในขั้นตอนนี้อาจปรึกษาผู้ประสบความสำเร็จเพื่อช่วยทบทวน และให้คำแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป หัวข้ออะไรบ้างที่ต้องทบทวน

ความคิด

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบตลอดเวลา หมั่นคอยเช็คและตรวจสอบความคิดของเราถูกต้อง หรือสอดคล้องกับแนวทางสู่อิสรภาพทางการเงิน หรือไม่

จิตใจ

ตรวจสอบจิตใจทั้งก่อนและหลังตัดสินใจใช้จ่าย หรือลงทุน จำเอาไว้ว่า การลงทุนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีความสุขตั้งแต่ใส่เงินลงไป นั่นก็ถือว่า ขาดทุน เรียบร้อยแล้ว

งบการเงิน

ตรวจสอบแผนที่ทุกครั้ง โดยอาจทำเป็นประจำทุกเดือน เพื่อคอยตรวจสอบว่า เราเดินออกนอกลู่นอกทางหรือเปล่า หรือเราเข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินเพียงใด

เริ่มต้นตรวจสอบตัวเอง จัดทำบัญชี และวางแผนสู่อิสรภาพทางการเงินตั้งแต่วันนี้ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง จงจำเอาไว้ว่า ? อิสรภาพทางการเงิน เริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ของทุก ๆ คน?

ที่มา http://www.bangkokwealth.com/smart_money/smart_money02.htm#12

การวางแผนการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ การแต่งงาน


จะแต่งงานครับ แหมช่างน่าอิจฉากันเสียจริง โดยคุณธนากรผู้ถามตั้งใจว่าจะแต่งงานสิ้นปีหน้าก่อนที่จะเข้าสู่การลงทุน ท่านจะต้องทราบก่อนว่าท่านมีค่าใช้จ่ายอะไรกันบ้างก่อนเข้าสู่ประตูวิวาห์การจัดงานมงคลสมรสนั้นก็ยากอยู่เหมือนกันนะครับ

เริ่มจากทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันก่อนว่าจะจัดงานมงคลสมรสกันอย่างไรวันหมั้น วันพิธีสมรส และวันฉลองมงคลสมรสจัดแยกวันกันหรือเปล่า เพื่อให้สะดวกในการรวมญาติก็มักจะจัดให้เสร็จภายในวันเดียวกันค่าใช้จ่ายในงานมงคลสมรสนั้นมีหลายรายการ เริ่มจาก "ค่าโรงแรมหรือสถานที่จัดงาน"

ต่อไปก็ "ค่าอาหาร" คู่บ่าวสาวควรจะตกลงกันนะครับว่าจะเลี้ยงแขกเพราะมีให้เลือกหลายแบบหลายราคา เรื่องแบบอาหารนั้นท่าจะให้ดีปรึกษาผู้ใหญ่บ้างก็ดีนะครับ เพราะบางทีแขกของท่านผู้ใหญ่อยากได้ "โต๊ะจีน" นะครับอย่างนี้ถ้าไปจัดแบบค็อกเทลละก็เรื่องยาวเลยล่ะ

เมนูอาหารนี้ก็จะมีผลต่อราคาพอสมควรแต่ถ้าจัดที่โรงแรมก็จะค่อนข้างง่าย เพราะทางโรงแรมจัดเป็นเซตไว้เลย ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 6,000 ถึง 15,000 บาท ต่อโต๊ะ(ประมาณ 10 คน) รวมค่าสถานที่ด้วย อ้ออย่าลืมค่าเครื่องดื่มด้วยว่าจะเลือกแบบใด น้ำอัดลม เบียร์ ไวน์ เหล้า ว่าแต่ว่าอย่าคิดนะครับว่าจัดแบบค็อกเทลจะถูกราคา ไม่ถูกหรอกเอาเป็นว่าดูทิศทางจากผู้ใหญ่ของท่านก่อนก็แล้วกัน

" การ์ดแต่งงานและของชำร่วย" ให้เจ้าสาวเลือกดีที่สุดเพราะเดี๋ยวจะเลือกแบบนั้นแล้วเดี๋ยวเปลี่ยนใจเลือกอีกแบบ ราคาก็หลากหลายมากๆ ตั้งแต่ไม่กี่บาทต่อชิ้นเป็นหลายๆ ร้อยบาทต่อชิ้นมีรูปแบบทุกอย่างแล้วแต่จะเลือกสรร และคิดค้น ผมประมาณว่า ค่าการ์ด สักแผ่นละ 40 บาท ของชำร่วย ชิ้นละ 100 บาท บางครั้งไปเช่าชุดแต่งงานก็อาจจะมีแถมการ์ดให้ด้วย

" ชุดแต่งงาน" จะเลือกรูปแบบสากล ชุดไทย หรือเปิดหน้าหลัง จะเช่าตัด หรือเช่าธรรมดามีให้เลือกมากมาย หลายค่าใช้จ่าย ประมาณ 5,000 - 300,000 บาท แล้วแต่ความเลิศหรูอลังการ จากนั้นก็ "ถ่ายภาพ" ท่านจะถ่ายภาพคู่ในสถานที่ หรือนอกสถานที่ มีบริการพร้อมท่านอย่าหลงเชื่อที่ราคาถูกๆ ตามห้างนะครับ เพราะท่านกำลังก้าวเข้าสู่วังวนของค่าใช้จ่ายอีกเพราะราคาถูกๆ เริ่มต้นนั้นแหละ จะทยอยปรับขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวถ่ายตรงนี้เพิ่ม ขอจำนวนสมุดภาพเพิ่มขอภาพขยายเท่าตัวคนจริงพร้อมกับกรอบรูปเพิ่ม จริงๆ ครับ เหมือนต่อเติมบ้านเลยครับค่าใช้จ่ายบานปลายเหลือเกิน ราคาก็ประมาณ 10,000-120,000 บาท

ยังมีอีกครับ "ค่าแต่งหน้าทำผม" ก็ต้องมีช่างแต่งหน้าแต่งผมติดตามไปด้วยในวันงาน "ค่าเช่ารถ" รถรับเจ้าสาวในวันหมั้นกลับมาที่บ้าน และไปงานมงคลสมรสถ้าโชคดียืมเพื่อนก็ไม่เสียเงินเท่าไร อ้อท่านก็ต้องเติมน้ำมันคืนให้เต็มถังก็แล้วกัน มี "ค่าสมุดลงชื่ออวยพร" (ถ้าไม่อยากได้แบบธรรมดาที่โรงแรมจัดให้)กล่องใส่เงินที่เพื่อนๆ นำมาอวยพร รวมๆ ประมาณ 5,000 - 10,000 บาท

เห็นไหมครับ ยังไม่รวมสินสอดทองหมั้น "ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการยกขันหมาก" ประมาณ 10,000 - 20,000 บาท และ "ค่าประตูเงินประตูทอง" ตอนรับตัวเจ้าสาว ประมาณ 2,500-10,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานประมาณ ตั้งแต่ 50,000 ถึง 500,000 บาท หรือมากกว่านั้นไม่รวมสินสอดทองหมั้น เห็นไหมครับว่าต้องใช้เงินมากพอสมควร

มาเข้าเรื่องคำถามว่าจะลงทุนอย่างไรดีคุณธนากร อายุประมาณ 30 ปีคิดว่าจะแต่งงานตอนปลายปีหน้า มีรายได้ประมาณปีละ7-9 แสนบาท(รวมโบนัสด้วย)คุณธนากรมีรายได้ค่อนข้างสูงพอสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับอายุ น่าอิจฉาจัง มีบ้าน(ผ่อนอยู่) มีรถยนต์(ผ่อนอยู่) ตามประสาคนรุ่นใหม่ที่ต้องผ่อนด้วยตนเอง และทรัพย์สินประมาณ 500,000 บาท ส่วนใหญ่ฝากระยะสั้นไม่เกินหนึ่งปี และหุ้นที่ขาดทุนประมาณ 6,000 บาท

ผมขอสรุปได้ว่าคุณธนากร เข้าใจเรื่องหุ้นบ้างแล้วล่ะครับ เพราะรู้จักคำว่า "ขาดทุนจากหุ้น" แล้ว ผมประมาณว่าคุณธนากรควรมีเงินเหลือเก็บในแต่ละเดือนประมาณ 15,000 ถึง 20,000 บาท ดังนั้น ทุกเดือนก็จะมีกระแสเงินสดเข้ามาพอสมควรคุณธนากรอยากลงทุนระยะสั้นนั้น

ทีนี้ก็เข้าสู่กระบวนการจัดสรรเงินทุนเริ่มจาก คุณธนากร "ต้องเก็บไว้ประมาณ 6 -7 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน" จัดเก็บไว้กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่มีรายได้หรือไม่สามารถทำงานได้ในระยะเวลาสั้นๆ ผมประมาณว่าคุณธนากรมีค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนประมาณ 35,000- 40,000 บาท

ดังนั้น จึงต้องมีเงินที่บริหารสภาพคล่องประมาณ 210,000- 240,000 บาท เงินส่วนนี้เก็บไว้ในที่สภาพคล่องสูงหน่อย เช่น "เงินฝากออมทรัพย์" หรือ "กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น" ได้ทั้งสองประเภทแล้วแต่เลือก เงินส่วนนี้จะได้ผลตอบแทนประมาณ 0.75-4.5%

คุณธนากรน่าจะจัดสรรเงินที่เหลือแต่ละเดือนลงทุนใน "หุ้น" ประมาณ 50% ถึง 60% ของเงินที่เหลือแต่ละเดือน (คาดว่าผลตอบแทนอยู่ประมาณ 5- 9% สำหรับหนึ่งปีข้างหน้า) แต่ไม่อยากให้ลงทุนระยะสั้นนะครับลงทุนสัก 5 ปี

ส่วนตรงนี้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราจ่ายเงินปันผลดีๆ สักครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งลงทุนในหุ้นที่น่าจะเติบโตสูงๆ (ธุรกิจที่กำลังจะฮอตหรือกำลังขยายการเติบโตเพื่อจะได้มีมูลค่ามากๆ ในระยะข้างหน้า) ก็ทยอยลงทุน ไปเรื่อยๆ ครับเดือนละ 5,000-10,000 บาท ไม่ต้องรวบรวมเงินแล้วซื้อครั้งเดียวทยอยซื้อหุ้นดีกว่าครับ เห็นหุ้นวันไหนตกมากๆ ก็เข้าซื้อ สักวันไหนหุ้นขึ้นๆ ก็หยุดพัก

หรือถ้าจะดีซื้อ "กองทุนรวมหุ้นระยะยาวLTF" ก็ดีเพราะได้ลงทุนในหุ้นแล้วยังได้สิทธิลดภาษีอีกลงให้เต็ม ตามโควตาเลยก็น่าจะดี เวลาซื้อก็ทยอยซื้อเหมือนเดิมครับ แถมได้สิทธิทางภาษีเต็มที่

ส่วนที่เหลือสัก 40% ถึง 50% ของเงินที่เหลือแต่ละเดือน ก็ลงทุนใน "เงินฝากประเภทบังคับฝากทุกเดือน" อัตราดอกเบี้ยจะสูงหน่อย ซึ่งธนาคารพาณิชย์หลายๆ แห่ง จะมีบริการนี้ ฝากเดือนละ 5,000-10,000 บาท ระยะเวลาประมาณ 2 ปี อัตราผลตอบแทนก็ประมาณ 5-6% ไม่ต้องเสียภาษี แต่เบิกถอนระหว่างทางไม่ได้เท่านั้นครับ

ช่วงนี้คุณธนากรลงทุนแบบนี้ไปก่อน ไว้มีโบนัสก้อนใหญ่ก็สามารถนำไปลงทุนพันธบัตรระยะเวลาประมาณ 1- 3 ปี เป็นการกระจายการลงทุนให้เหมาะสมขึ้นหวังว่าคุณธนากรจะพอเห็นแนวทางการลงทุนเบื้องต้น

แต่ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น อัตราดอกเบี้ยมีการปรับเปลี่ยนมีจำนวนเงินเก็บเพิ่มขึ้น หรือตลาดหุ้นมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องติดตาม และคอยปรับปรุงการลงทุนให้สอดคล้องต่อไปครับขอให้โชคดีมีความสุขในการแต่งงานนะครับ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

22 เคล็ด(ไม่)ลับ เก็บเงินได้มากขึ้น


ท่ามกลางสถานการณ์เงินฝืดดังเอี๊ยด การออมก็ยิ่งยาก

โดยเฉพาะกับลูกจ้างกินเงินเดือนประจำ เพียงแค่ให้ผ่านพ้นไปได้แต่ละเดือนก็ยากแล้ว ส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และหนี้บัตรเครดิตอีกไม่น้อย อย่างไรก็ตาม หากคิดจะออมเสียแล้ว แม้เงินจะฝืดอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องยาก ต่อไปนี้เป็นแนวคิดและวิถีการออมโลกตะวันตก ลองอ่านดูจะเห็นว่าหลายๆ วิธีก็ใช้ได้กับโลกตะวันออกเหมือนกัน

ปฏิบัติการเรื่องเงินๆ ทองๆ

อะไรกัน!!! นี่คุณไม่มีเงินเก็บสักบาทเลยรึ!!!!

ในภาวะเศรษฐกิจปกติก็ออมไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว แต่ “ มัทยา ดีจริงจริง” เจ้าของหนังสือขายดี “ ออมน้อยก็รวยได้” จากหนังสือ Saving On A Shoestring ของ Barbara O’Neill, CFP สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น มีเคล็ดลับสำหรับคนอยากออมว่า การเก็บเงินไม่ต่างอะไรกับโปรแกรมลดความอ้วน มันยากตอนเริ่มต้น และยากขึ้นไปอีกเมื่อต้องจูงใจตัวเองให้ทำต่อเนื่อง การออมถือเป็นเรื่องที่ต้องอดทนและมีวินัยอย่างมาก แต่หากคุณทำได้ ผลที่ได้รับนั้นแสนคุ้มค่า

สำคัญอยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญและทัศนคติ แค่คุณอยากจะหยุดเรื่องแย่ๆ (ไม่มีเงินเก็บสักบาท) ให้ได้นี่ก็ดีแล้ว การเริ่มต้นที่ดีคือการเลือกวิธีออมสักวิธี (หรือหลายวิธี) ที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง ลองพิจารณาดู 22 เคล็ดลับของนักออมที่เขาออมกันได้ผลมาแล้ว

22 เคล็ดลับของนักออมทั่วโลก

1.จ่ายให้ตัวเองก่อนอันดับแรก กันส่วนหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ จะมากจะน้อยให้นำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารทุกๆ เดือน แล้วอย่าไปยุ่งกับบัญชีนั้นเด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องถอนเงินส่วนนี้ ให้ถือว่ากำลังกู้เงิน เวลาคืนต้องคืนทั้งต้นทั้งดอก

2.เก็บเหรียญทั้งหลายลงกระปุก เปิดอีกบัญชีสำหรับเงินหยอดกระปุก อย่าดูถูกการสะสมเงินเล็กเงินน้อย จากก้อนเล็กๆ เติบโตกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคต

3.เก็บเงินคืนที่ได้รับจากเรื่องต่างๆ เข้าบัญชีธนาคาร เงินรับที่เป็นเบี้ยหัวแตก เช่น เงินคืนตามโปรโมชันการซื้อสินค้า เงินคืนเบี้ยประกัน รายได้เบี้ยใบ้รายทางต่างๆ ให้รวมเป็นบัญชีเดียว แล้วทำบัญชีไว้ คุณจะได้รู้ว่า ณ สิ้นปีรายรับที่ได้จากเงินคืนพวกนี้มันมากขนาดไหน รายรับพวกนี้เป็นรายรับไม่ต้องเสียภาษี น่าเสียดายที่จะใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ

4.จ่ายเงินค่างวดผ่อนต่างๆ เข้าบัญชีตัวเอง (แม้เมื่อผ่อนค่างวดนั้นหมดแล้ว)

คุณกำลังผ่อนค่างวดรถ (หรือจอแบน) อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ ขอให้คุณผ่อนต่อไปด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม แต่จ่ายเข้าบัญชีเงินออมของคุณเอง วิธีนี้คุณไม่เดือดร้อนเพราะคุณเคยชินกับภาระผ่อนนั้นๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณไม่มีภาระผ่อนอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีก

5.หยุดนิสัยฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย รายจ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ ตัดทิ้งให้หมด ทำรายการขึ้นมาว่าต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง หลายคนแปลกใจว่ายิ่งคิดยิ่งตัดได้เรื่อยๆ

6.เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน ไม่ควรยอมรับผลตอบแทนดอกเบี้ยต่ำ เงินออมที่มีอยู่ควรไปสร้างเงินต่อด้วยการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสมดุลในการรับความเสี่ยงด้วย

7.เป็นสมาชิกสหกรณ์ เป็นวิธีง่ายสุดของการออมเงิน พร้อมทั้งเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีกต่างหาก

8.ซื้อพันธบัตรรัฐบาล สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการออกพันธบัตรประเภทต่างๆ ให้ผู้สนใจ ถ้าสนใจเข้าไปดูที่ www.bot.or.th การจำหน่ายพันธบัตรให้กับประชาชน สิ่งที่ต้องดูคือประเภทพันธบัตร อัตราดอกเบี้ย และวันจ่ายดอกเบี้ย

9.ใช้ประโยชน์จากการโอนเงินบัญชีธนาคาร เมื่อเงินเดือนถูกนำฝากเข้าในบัญชีของคุณแล้ว คุณควรให้มันอยู่ในบัญชีธนาคารให้นานที่สุด (ฮา)

10.เข้าร่วมแผนออมเงินของบริษัท แผนการออมของบริษัทเป็นแผนออมเงินแบบปลอดภาษี และนายจ้างช่วยจ่ายสมทบ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลูกจ้าง

11.ใช้การเสียภาษีให้เป็นประโยชน์ เรียนรู้เรื่องภาษี ประโยชน์ที่คุณไม่ควรเสียและประโยชน์ที่คุณควรได้ (ลดหย่อน)

12.เข้าโครงการออมเงินที่น่าสนใจ เปิดหูเปิดตาให้กว้าง อาจมีโปรแกรมออมที่นึกไม่ถึง

13.ส้มหล่น อย่าเพิ่งกินหมดในคราวเดียว เงินก้อนใหญ่ไม่มาบ่อยครั้ง เช่น มรดก รางวัลเกมโชว์ ลอตเตอรี่ เงินปันผลกองทุน ฯลฯ เงินก้อนนี้ควรนำไปใช้ในการออมหรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ อย่าลืมปรึกษามืออาชีพด้านภาษีด้วย

14.รัดเข็ดขัดชั่วคราว อยากได้อะไรมากๆ ลองรัดเข็มขัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น 2-3 เดือน เพื่อออมเงินให้มากกว่าปกติ เก็บเงินได้เท่าราคาของแล้วจึงค่อยกลับสู่การดำเนินชีวิตปกติ

15.ฝากเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลเพื่อการเกษียณอายุสัปดาห์ละครั้ง ในต่างประเทศนิยมมาก มีการทำบัญชีฝากสะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว สำหรับไทยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งนายจ้างจ่ายสมทบให้

16.ให้นำเงินเดือนส่วนเพิ่มไปฝาก ถ้ารับเงินเป็นรายสัปดาห์หรือราย 2 สัปดาห์ อาจเป็นได้ว่าบางเดือนคุณจะได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ เช่น ถ้าได้รับเงินเป็นรายสัปดาห์ จะมี 4 เดือนที่ได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ หรือถ้าได้รับเงินเป็นราย 2 สัปดาห์ จะมี 3 เดือนที่คุณได้เงินเดือน 3 ครั้ง ครั้งที่เกินมาให้นำไปเข้าบัญชีเงินออม (ทันที)

17.เก็บเงินเบิกรายการต่างๆ ส่วนที่เกินจากรายจ่ายจริงเข้าบัญชีเงินออม ค่าเดินทางหรือรายจ่ายอื่นที่เบิกบริษัทได้ ควรเก็บส่วนเกินจากรายจ่ายจริงไว้ หรือคุณอาจได้ค่าล่วงเวลา ควรเก็บเงินส่วนนี้มาออมเช่นกัน เช่น ได้ค่าล่วงเวลาเดือนละ 2,000 บาท ถึงสิ้นปีจะมีเงินก้อน 2.4 หมื่นบาท สามารถนำมาใช้จ่ายในกรณีพิเศษโดยไม่ต้องไปถอนเงินออมหลัก

18.ยืมมาออม บางคนประสบความสำเร็จในการกู้เงินธนาคาร แล้วนำกลับไปฝากในบัญชีเงินออมของตนเองอีกทีหนึ่ง วิธีนี้ใช้ได้ผลกับคนที่กำลังมีค่าหักลดหย่อน (เช่น กู้ซื้อบ้าน) และใช้ได้กับช่วงเวลาที่ดอกฝากมากกว่าดอกกู้ (หลังภาษี) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง

19.นำเงินปันผลและดอกเบี้ยไปต่อเงินโดยอัตโนมัติ เมื่อลงทุนหรือฝากเงินในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด จัดการให้เงินปันผลหรือดอกเบี้ยสามารถนำฝากหรือลงทุนต่อได้อัตโนมัติ ในระยะยาวจะเห็นผลน่าพอใจ

20.ทิ้งเงินไว้ในบัญชีกระแสรายวันให้น้อยที่สุด มีคนจำนวนมากทิ้งเงินไว้ในกระแสรายวัน (เพราะปลอดดอกเบี้ย) แต่หารู้ไม่ว่ากำลังพลาดโอกาสในการทำเงิน ที่ควรก็คือมีเงินในกระแสรายวันให้พอกับรายจ่ายรายเดือน หากเงินเหลือให้โอนไปยังบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ยหรือโอนไปลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินที่มีดอกเบี้ยดีสุดในเวลานั้น

21.ใช้ประโยชน์จาก Float ความหมายของ Float คือระยะช่วงที่ผู้ถือเช็คได้รับเช็คไปจนกระทั่งถึงตอนที่ได้รับเงินสั่งจ่ายตามเช็ค กล่าวคือช่วงที่ยังไม่ได้ถูกตัดบัญชีก็ควรแช่เงินไว้ในบัญชีเงินฝากให้นานเท่าที่จะนานได้ ก่อนจะโอนไปเข้าบัญชีกระแสรายวันเพื่อตัดจ่ายเช็ค

22.จ่ายหนี้ให้หมด คุณอยากได้ผลตอบแทน 17-21% หรือเปล่า? อย่ามีหนี้บัตรเครดิตสิ เคลียร์หนี้บัตรให้หมด รู้มั้ยว่าถ้ายอดหนี้อยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 4,000-5,200 บาท รีบเคลียร์หนี้ให้หมด ผลตอบแทนที่คุณจะได้คือไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก้อนนี้ การปลอดหนี้บัตรจึงเป็นวิธีออมเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีหนี้ (จริงๆ) หาบัตรที่ดอกถูกสุดมาใช้

คิดและลงมือทำ!

มัทยา กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือและผลิตภัณฑ์การเงินมากมายที่จะช่วยนักออม แต่อย่าลืมว่า “ เวลา” คือสิ่งที่คุณจะต้องใช้ด้วยสำหรับการออมให้ได้เงินก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น เริ่มต้นด้วยการวางแผนคร่าวๆ ถึงวิธีและขั้นตอนปฏิบัติ บันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ จากนั้นให้ลงมือทันที

“ การออมเงินขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละคน แต่ต่อให้รายได้น้อยขนาดไหน หากมีจุดเริ่มแล้วจะไปต่อได้แน่ จะมากจะน้อยแต่ก็คือโอกาสที่จะทำให้เจ้าของลุกขึ้นก้าวต่อได้เสมอ คนที่มีเงินออมเยอะอยู่แล้ว ต้องหาความรู้เพื่อบริหารเงินให้คุ้มค่า ส่วนคนมีน้อยอาจต้องประยุกต์นิดหน่อย เช่น ไม่ต้องฝากแบงก์แต่เก็บใส่กระปุกก็ได้ อย่าลืมว่าเงินก้อนนี้มันจะช่วยเราได้จริงๆ” มัทยา กล่าว

ส่วนที่ว่าทำไมบางคนถึงไปไม่ถึงจุดหมาย ขณะที่บางคนทำได้สำเร็จ? ตอบไม่ยากเลย จำไว้ว่าความคิดและความเชื่อจะกลายเป็นจริงต่อเมื่อคุณคิดและลงมือทำ!

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

จะรวยแบบจนจน หรือจะจนแบบรวยรวย


ไม่เฉพาะแต่สวยเลือกได้ หล่อเลือกได้ จะเป็นคนดี เป็นคนไม่ดี จะทำงานสุจริต หรือจะทุจริตคดโกง

จะขยันขันแข็ง หรือจะขี้เกียจสันหลังยาว จะมีความสุขทุกวัน หรือจะระทมทุกข์ตลอดเวลา ที่จริงก็เป็นเรื่องที่เราเลือกได้... ชีวิตมีทางให้เราเลือกเสมอ แต่เรามักมองข้ามไป อาจเป็นเพราะขี้เกียจเลือก เพราะคิดว่าที่มีอยู่ หรือที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีอะไรดีไปกว่านี้ได้ หรือเพราะพิจารณาไม่รอบคอบ บางครั้งเราเห็นทางเลือกแค่ซ้ายกับขวา ทั้งที่ก็ยังมีตรงกลางให้เลือก หรือบางครั้งเรานึกว่ามีเพียงเดินหน้ากับถอยหลัง ทั้งที่ก็ยังสามารถหยุดอยู่ตรงกลาง เพื่อคิดให้แน่ใจก่อนเลือกว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง เราอาจจะต้องถอยหลังเพื่อไปข้างหน้า เพราะการเดินหน้าอย่างไม่ระวังอาจทำให้เราถอยหลังไปไกลกว่าเดิม...!!

หลายครั้งเราไม่สนใจว่ามีทางเลือก จึงมักจะว่าตามๆ กันไป... ก็ทำตามๆ เค้าไป ใครเค้ามีอะไรเราขอมีด้วยคน ใครเค้าทำอะไรเราขอทำด้วยคน ใครเค้ากินอะไรเราขอกินด้วยคน เห็นใครเค้าทำอะไรสบายๆ ดูง่ายๆ ก็ขอทำกะเค้าด้วย... เห็นคนมีสตางค์ ใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย ใช้ข้าวของแบรนด์เนมราคาแพง ก็ทำตามเค้าไป เห็นใครเค้ามีอุปกรณ์ทันสมัย Hi-tech ก็ขอมีกะเค้าด้วย ปัญหาคงจะไม่เกิด หากการทำตามๆ เค้าไป หรือการมีอย่างที่เค้ามี การเป็นอย่างที่เค้าเป็นเหล่านั้นจะไม่สร้างความเดือดร้อน หรือก่อความวุ่นวายให้ตัวเราเองหรือส่วนรวม

แต่โดยทั่วไป ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหล่านี้มักสร้างปัญหาต่อเนื่องอย่างเลี่ยงได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ เรามัวแต่มองคนอื่น เราเลยเลือกเป็นอย่างคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา ที่มักไม่เหมาะสมกับตัวเรา เพราะเราเห็นคนอื่น แล้วก็คิดไปเองว่าเค้าคงมีความสุขกาย สบายใจ เราเลยเลือกเป็นอย่างเขาบ้าง

บ่อยครั้งที่เราลืมมองตนเอง ลืมมองสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราตามความจริง ลืมสนใจความต้องการที่แท้จริง เราจึงตัดสินใจเลือกไปตามที่เราเห็น โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม เมื่อเลือกใช้ เลือกเป็นในแบบที่ไม่เหมาะสม ความไม่สมดุลที่ตามมา จึงก่อภาระสร้างปัญหาให้ต้องทุกข์ใจได้ไม่หยุดหย่อน ความจริงไม่น่าจะยากที่จะเป็นตัวเอง ที่จะมีความสุขตามสภาพแวดล้อมของตัวเราเอง ที่จะจัดการตัวเองให้เหมาะสมกลมกลืนกับธรรมชาติรอบๆ ตัว

หากเราไม่พิจารณาสภาพแวดล้อมและไม่จัดการปรับตัวเราให้พอเหมาะพอดีกับสภาพแวดล้อมนั้น ถึงจะมีเงินทองหมื่นล้านแสนล้าน มีคฤหาสน์หรูหราในทุกทวีป มีรถยนต์ทุกยี่ห้อ มีเครื่องบินส่วนตัว มีที่ดิน ทรัพย์สมบัติมากมาย รับรองว่าความสุข ความสบายใจก็เกิดขึ้นได้ยาก

ทำยังไงก็จะยังเป็นคนจนแบบรวยรวย อยู่เช่นนั้น จะไม่มีวันร่ำรวยได้อย่างแท้จริง เพราะคนจนแบบรวยรวยเหล่านี้จะเบียดเบียนตนเองโดยไม่รู้ตัว ซ้ำร้ายปัญหาจะขยายวงกว้างขึ้น หากเขาเริ่มเบียดเบียนส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นเพราะต้องการมีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มมากขึ้น ต้องการมีอำนาจหน้าที่ ต้องการเป็นใหญ่เป็นโต หรือใช้เงินไปในทางไม่ชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ตรงกันข้าม หากคนที่ร่ำรวยเงินทองเหล่านี้ รู้จักตัวเองตามความจริง แล้วรู้จักแบ่งปัน รู้จักเผื่อแผ่ให้แก่ส่วนรวม ทรัพย์สินเงินทองเพียงน้อยนิดของเขาจะสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมได้มากมายมหาศาลอย่าง เช่น ค่าอาหารเย็นสุดหรูไม่กี่มื้อ อาจจะสร้างโอกาสให้เด็กบางคนเรียนหนังสือได้เป็นปี หรือราคารถยนต์คันที่ห้าของคนจนแบบรวยรวยเหล่านี้ อาจจะช่วยกอบกู้วิกฤติให้แก่ชุนชนบางแห่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เราเห็นมหาเศรษฐีหลายคนที่บริจาคเงินมหาศาลให้แก่การกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคมในวงกว้าง อย่างมหาเศรษฐีนักลงทุนอย่างวอร์เรน บัพเฟตต์ หรือคุณปู่ของไฮโซสาวชื่อดังปารีส ฮิลตันที่ยกมรดกเกือบทั้งหมดให้การกุศล เพราะเขามองว่าลูกหลานของเค้าไม่ได้ด้อยโอกาสไปกว่าใคร เพราะลูกหลานของเขายังทำมาหากินได้ ยังมีชีวิตที่ดีได้อย่างปกติ เพราะเงินมากมายเหล่านี้ ก็ได้มาจากผู้คนในสังคม จึงควรจะได้กลับไปช่วยเหลือผู้คนในสังคม ไม่จำกัดแต่คนในครอบครัวเท่านั้น คนรวยแบบไม่จนเหล่านี้ เขาไม่เหลิงในความรวย ทำให้นอกจากจะมีความสุขกายจากข้าวของ เครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวกราคาแพงแล้ว เขายังมีความอิ่มเอิบเบิกบานใจจากการกระทำของตนเองด้วย

ส่วนใครที่คิดว่ายังไม่รวยพอ ลองพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบตัวเองอีกสักครั้ง แล้วลองวางระบบ จัดระเบียบชีวิตตนเองอีกที หลายท่านอาจจะพบว่าสามารถเป็นคนรวยแบบจนจนได้อย่างมีความสุข เพราะความจน ความรวยในทรัพย์สินเงินทองอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในชีวิตเสมอไป เรารวยกันได้ทั่วหน้า รวยตามอัตภาพ ตามสิ่งแวดล้อม รวยในแบบของเรา รวยแบบไม่มีใครเหมือน และไม่ต้องรวยเหมือนใคร

ความรวยจริงๆ จากข้างใน ในแบบของเรา จะสร้างความสง่างาม สร้างคุณค่าในชีวิตได้ จนราศี รัศมีแห่งความรวยแข่งเปล่งประกาย ฉายแววให้ผู้คนรอบตัวได้แปลกใจเป็นแน่แท้ส่วนคนรวยที่เหลิงในความรวย ทั้งไม่รู้จักพอ และใช้เงินใช้ทองไม่เป็นประโยชน์ เขาต้องทุกข์ระทม หน้าชื่นอกตรม อาจจะนั่งยิ้มหวานอยู่ในรถหรูหราราคาแพง ทั้งที่ในใจร้อนรุ่ม กระวนกระวาย ไม่สงบ น่าจะต้องลองถามหาความต้องการที่แท้จริงตามธรรมชาติดู แล้วคำนวณจุดสมดุลที่จะปรับจูน ชีวิตให้มีค่า มีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวมดูบ้าง เพื่อจะพบว่าการหยุดวิ่ง หยุดความวุ่นวาย หยุดความร้อนรนในชีวิตทำได้ง่ายกว่าที่คิด ไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายไปจ้างใครต่อใครให้มาช่วยเรา

ลองเป็นคนจนแบบรวยรวยดูค่ะ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ