คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

OMG

11/9/55

สรุปราคาซื้อขายทองคำและ Gold Futures ภายในประเทศ ณ วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 09.00 น.

ราคาทองคำเปิดตลาดที่ระดับ 1,738 เหรียญ/ออนซ์ และกลับมาปิดช่วงกลางคืนที่ระดับ 1,732 (22.30 น.) เหรียญ/ออนซ์ ค่าเงินบาทปิด 31.05 บาท/ดอลลาร์ ราคาสมาคมเปิดที่ 25,350 บาท กับ 25,450 บาท และกลับมาปิดที่ 25,350บาท กับ 25,450 บาท ปริมาณการซื้อขาย Gold Futures 50 บาท อยู่ที่ 7,845คู่สัญญา แบบ 10 บาท อยู่ที่ 23,617 คู่สัญญา และSilver Futures อยู่ที่ 12 คู่สัญญา OpenInterest แบบ 50 บาท ลดลง 3.1 % แบบ 10 บาท ลดลง 2.02% Silver Futures เพิ่มขึ้น 1.5 % GFV12 ปิด 25,680 บาท และ GFZ12 ปิด 25,780บาท GF10V12 ปิดที่ 25,680 บาท GF10Z12 ปิดที่ 25,780บาท SVV12 ปิดที่ 1,053และ SVZ12 ปิดช่วงกลางคืนที่ -สัญญา Comex ปิดลดลง 8.7 ดอลลาร์ ปิดที่ระดับ 1,731.80 ดอลลาร์/ออนซ์ Silver ปิดลดลง 5.7 เซ็นต์ ปิดที่ระดับ 33.633 ดอลลาร์/ออนซ์ SPDR ถือครองทองคำ 1,293.14 ตัน (เท่าเดิม)น้ำมัน NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น 12 เซนต์ ปิดที่ระดับ 96.54 ดอลลาร์/บาร์เรล ดาวโจนส์ปิดลบ52.35 จุด ปิดที่ระดับ 13,254.29 จุด

Ratio Gold / Silver 51 เท่ากับ ต่อ 1
ข่าวที่สำคัญ
TheBullionDesk, Reuters, Infoquest
ราคาทองคำปรับตัวลดลงในช่วงการซื้อขายค่ำคืนวานนี้จากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และมีการขายทำกำไรบางส่วน เนื่องจากนักลงทุนในตลาดจับตาไปที่การประชุม FOMC ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า เฟดจะออกมาตรการ QE3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายสัปดาห์ โดยสัญญาทองคำส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 8.7 เหรียญ หรือ 0.5% ปิดตลาด COMEX ที่ระดับ 1,731.80 เหรียญ/ออนซ์

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา การประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐหรือ Non-Farm Payrolls ประจำเดือนสิงหาคมที่คาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้น 123,000 ตำแหน่ง แต่ผลออกมาน้อยกว่าที่คาดการณ์คือ เพิ่มขึ้นเพียง 96,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการจุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้งว่า เฟดอาจมีการเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการออกมาตรการ QE3 ซึ่งโอกาสถัดไปของเฟดในการประกาศมาตรการดังกล่าวจะอยู่ที่การประชุม FOMC ในสัปดาห์นี้ โดยจะมีการแถลงการณ์ออกมาในคืนวันพฤหัสบดี

ลอนดอน เบส โบรกเกอร์ ไทรแลนด์ เมเทิลส์ เชื่อว่า ยังคงมีความเสี่ยงที่สำคัญหากมีการลงทุนในสถานะ Long Position มากเกินไปก่อนการตัดสินใจของเฟด ซึ่งไม่ว่าผลที่ออกมาในปลายสัปดาห์นี้จะเป็นอย่างไร คำถามที่แท้จริงก็คือ อะไรคือสิ่งที่ต้องกังวลต่อจากนี้ ในขณะที่หากเกิดความผิดหวังในตลาดทองคำอาจส่งผลต่อการปรับฐานที่รุนแรง ซึ่งผลสะท้อนอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐผ่านการขยายบัญชีงบดุลของสหรัฐนั้นกำลังเป็นการจ่ายยาที่เพิ่มภาวะเงินเฟ้อเข้าสู่เศรษฐกิจ

เซี่ยงไฮ้ เบส เทรดเดอร์ กล่าวว่า ความเป็นไปได้ในเรื่องมาตรการ QE3 เริ่มมีเพิ่มมากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากหากเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เหลือไพ่ใบสุดท้ายบนมือ และหากมีการประกาศมาตรการ QE3 ออกมา จะส่งผลให้ราคาทองคำฝ่าแนวต้านขึ้นไปเหนือระดับ 1,800 เหรียญ แต่อาจเห็นความผันผวนในราคาก่อนหน้านั้น

ในขณะที่ทางด้านยุโรป อีซีบีจะเผชิญหน้ากับบททดสอบที่สำคัญ 2 อย่างในสัปดาห์นี้ เรื่องแรกคือ ในวันพุธนี้ ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีจะมีการตัดสินว่ากองทุน ESM จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในแผนของอีซีบีเพื่อต่อสู้วิกฤตหนี้ได้หรือไม่ และเรื่องที่สองก็คือ การเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ของประเทศไอร์แลนด์ในวันพุธเช่นกัน โดยโบรกเกอร์คอมเมิร์ซ แบงก์กล่าวว่า ภาวะ Upside risks อาจเข้ามามีบทบาทหากการเจรจาในเรื่อง Fiscal cliff และเพดานหนี้ขอสหรัฐเกิดล้มเหลว หรือหากวิกฤตหนี้ยูโรโซนก่อตัวขึ้นมาอีกระลอก ซึ่งจะเป็นการบังคับให้อีซีบีเข้าซื้อพันธบัตรประเทศที่เป็นหนี้มหาศาลในยูโรโซน

นอกจากนี้ ปริมาณความต้องการทองคำในอินเดียยังคงเบาบาง เนื่องจากราคาอยู่ในระดับสูงในรูปของเงินรูปี แต่เทรดเดอร์ต่างๆ มีความคาดหวังที่จะกลับเข้าสู่ตลาดตามที่เทศกาลยังดำเนินต่อไปอยู่ในอินเดีย โดยมุมไบ เบส บุลเลี่ยน เทรดเดอร์กล่าวว่า เทศกาลดิวาลี ซึ่งชาวอินเดียจะให้ของขวัญแก่พระเจ้าและครอบครัวในวันมงคล จะดึงความสนใจกลับมา

ประเทศจีน ผู้ผลิตทองคำอันดับหนึ่งของโลก ผลิตทองคำ 31.3 ตันในเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ยอดการผลิตรวมในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ระดับ 208 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมา 7%

อ้างอิงข้อมูลจาก CFTC ระบุว่า นักเก็งกำไรในสัญญาโกลด์ฟิวเจอร์สและสัญญา Options เพิ่มระดับการถือครองทองคำในสถานะ Long Position สุทธิเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ 144,775 คู่สัญญาในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 4 กันยายน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีการเข้าลงทุนในกองทุน ETFs เช่นกัน โดยปริมาณการถือครองทองคำในกองทุน ETFs เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 72.492 ล้านออนซ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

CNBC
นายจอส โซรอส ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไฟแนนเชี่ยล ไทมส์โดยได้กล่าวคำร้องขอต่อรัฐบาลเยอรมนีให้นำพายูโรโซนออกจากภาวะถดถอยโดยการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ การสร้างการรวมกันทางการคลัง และการรับประกันพันธบัตรร่วม หรือไม่เช่นนั้นก็ให้เยอรมนีเองออกไปจากสหภาพการเงินเพื่อรักษาอนาคตของยุโรปเอาไว้ เนื่องจากหากยุโรปออกไป ปัญหาของยูโรโซนจะดีขึ้น

นายจิม โรเจอร์ นักลงทุนและผู้ก่อตั้งกองทุนควอนตั้มร่วมกับนายจอร์จ โซรอส ได้กล่าวต่อสำนักข่าว CNBC เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ในท้ายที่สุด จะต้องมีจ่ายเงินที่แพงให้กับวิกฤตหนี้ยูโรโซน ไม่ว่าอีซีบีจะเริ่มดำเนินการเข้าซื้อพันธบัตรหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากระดับหนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

กระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวไว้เมื่อวานนี้ว่า การขายหุ้นของ American International Group หรือ AIG จะสามารถทำกำไรได้ 1.24 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 และเป็นปริมาณที่มากที่สุดที่กระทรวงการคลังสหรัฐได้ขายเหนือระดับราคา break-even price หลังจากที่การขายสิ้นสุดลง กระทรวงการคลังและธนาคารกลางสหรัฐจะได้คืน 1.947 แสนล้านดอลลาร์จากการรวมกันของการลงทุน 1.823 แสนล้านดอลลาร์

ตัวเลขเศรษฐกิจเมื่อคืนวันจันทร์
- ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจ
ตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้
- Trade Balance ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ -42.9 B คาดการณ์ว่าจะออกมาที่ระดับ -44.2B

วิเคราะห์ทางเทคนิค
Gold — ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ในตลาดเอเชียระหว่าง 1,730 — 1,736 เหรียญและค่อยๆ มาปรับตัวลดลงในช่วงปลายตลาด COMEX เมื่อคืนวานนี้ โดยลงไปทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,727 เหรียญโดยประมาณ ปิดตลาด COMEX ที่ระดับ 1,731.8 เหรียญ โดยที่เมื่อวานไม่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ในขณะนี้นักลงทุนโดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงของการรอข่าวการปะชุม FOMC โดยที่ MTS Gold คาดว่า ราคาทองคำน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ต่อไประหว่าง 1,725 — 1,735 เหรียญในวันนี้ ยังคงแนะนำให้เป็นการบริหารพอร์ทและบริหารเงินลงทุนให้เหมาะสมในสภาวะที่มีการประกาศ FOMC ซึ่งมีโอกาสที่ราคาจะแกว่งตัวอย่างมากในคืนวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ วันนี้จะมีการประกาศตัวเลข Trade Balance ของสหรัฐ คาดว่าจะติดลบ 4.42 หมื่นล้านดอลลาร์โดยประมาณ ซึ่งถ้าเป็นไปตามคาดจะทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น โดยที่พรุ่งนี้จะมีตัวเลข Import Price ซึ่งคาดว่าจะออกมาดีขึ้น ในขณะที่วันพฤหัสบดีจะมีตัวเลข Unemployment Claims ซึ่งคาดว่าจะออกมาแย่ลง และ PPI ที่คาดว่าจะออกมาเพิ่มขึ้น

Gold Futures V12 จะมีแนวรับที่ระดับ 25,580 บาท และแนวต้านที่ระดับ 25,780 บาท
Gold Futures Z12 จะมีแนวรับที่ระดับ 25,680 บาท และแนวต้านที่ระดับ 25,880 บาท
Silver Futures V12 จะมีแนวรับที่ระดับ 1,024 บาท และแนวต้านที่ระดับ 1,055 บาท
คำแนะนำ
สำหรับนักลงทุนเก็งกำไรรายวัน (Swing Trade)
เก็งกำไรในภาวะการแกว่งตัวในกรอบ 1,725 -1,735 เหรียญ แนะนำให้ให้เข้าช้อนซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว และเก็งกำไรในกรอบแคบๆ

นักลงทุนระยะสั้น 7 — 20 วัน (Weekly Trade)
คาดว่าขายทำกำไรโดยส่วนใหญ่ ลดพอร์ทลงเหลือ 10% เพื่อรอข่าวการประชุมของเฟด
นักลงทุนระยะยาวทองคำแท่ง
ลดพอร์ทลงเหลือ 10% เช่นเดียวกัน รอการประชุมของเฟด
สรุปได้ว่า ภาพรวมคาดว่าราคาจะแกว่งตัวในกรอบแคบ
บทวิเคราะห์ข้างต้น ยึดหลักตาม Technical Analysis บริษัทไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ต่อการวิเคราะห์ข้างต้นและโปรดระลึกเสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยงโปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุนด้วยตัวของท่านเอง

ที่มาhttp://www.ryt9.com/s/prg/1486665

ฟิทช์ให้อันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ ‘BBB+’

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศให้อันดับเครดิตแก่หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (senior notes) ที่จะออกโดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB (อันดับเครดิต ‘BBB+’ / แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ที่ระดับ ‘BBB+’

หุ้นกู้ดังกล่าวจะออกโดยสาขาของ SCB ในฮ่องกง และจะถูกรวมกับหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิจำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐที่ธนาคารได้ออกผ่านสาขาฮ่องกงไปก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม 2555 ภายใต้โครงการ Medium Term Note (MTN) มูลค่าไม่เกิน 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หุ้นกู้ชุดที่ออกไปแล้วและหุ้นกู้ชุดที่จะออกใหม่ จะถูกนำมารวมเป็นหุ้นกู้ชุดเดียวกันซึ่งจะครบกำหนดชำระในปี 2560

อันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิอยู่ที่ระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Foreign Currency Issuer Default Rating) ของ SCB ที่ ‘BBB+’ โดยอันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงระดับเงินกองทุนและความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับดี คุณภาพสินทรัพย์และสำรองหนี้สูญที่อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และการมีเครือข่ายธุรกิจ (franchise) ในประเทศที่แข็งแกร่ง ฟิทช์เชื่อว่าฐานะทางการเงินโดยรวมของธนาคารน่าจะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับผลกระทบจากการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของคุณภาพสินเชื่อได้ ซึ่งสะท้อนอยู่ในแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งก่อตั้งโดยพระบรมราชานุญาต ในปี 2447 เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศไทยโดยมีส่วนแบ่งการตลาดของสินเชื่อและเงินฝากประมาณ 16% ณ สิ้นปี 2554 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ประมาณ 23.7% นอกจากนี้กระทรวงการคลังมีการถือหุ้น SCB ผ่านกองทุนวายุภักษ์อยู่ที่ประมาณ 23.1% อย่างไรก็ตามจำนวนกรรมการที่เป็นตัวแทนจากกระทรวงการคลังมีจำนวนไม่มากและทางกระทรวงไม่มีส่วนร่วมในการบริหารงานในธนา

ที่มาhttp://www.ryt9.com/s/prg/1486646

ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดบวก 12 เซนต์จากความหวังเฟดกระตุ้นเศรษฐกิจ

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (10 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากมีข้อมูลบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงตัวเลขจ้างงาน อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน หลังจากยอดการนำเข้าของจีนหดตัวลงในเดือนที่แล้ว



สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค.ขยับขึ้น 12 เซนต์ หรือ 0.1% ปิดที่ 96.54 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 95.34-96.63 ดอลลาร์

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนต.ค.ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 56 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 114.81 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 113.92-115.05 ดอลลาร์

สัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นเนื่องจากการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 หรือ QE3 หลังจากตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนส.ค.ของสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 96,000 ตำแหน่ง ซึ่งน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 125,000 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของจีน หลังจากจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงผลผลิตมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเพียง 8.9% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2552 ขณะที่ยอดการนำเข้าเดือนส.ค.ร่วงลง 2.6% แตะ 1.513 แสนล้านดอลลาร์ และยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 2.7%แตะที่ 1.7797 แสนล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายยังได้รับแรงกดดันหลังจากนายอาลี อัล-ไนมี รมว.พลังงานของซาอุดิอาระเบียได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับเพิ่มการผลิต

นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 7 ก.ย. ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยในวันพุธนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า สต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 2.2 ล้านบาร์เรล สต็อกน้ำมันกลั่นจะลดลง 950,000 บาร์เรล สต็อกน้ำมันเบนซินจะลดลง 1.8 ล้านบาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 0.4%

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาดูศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีจะมีคำวินิจฉัยต่อกรณีการจัดตั้งกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซน ในวันพุธนี้

ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq11/1486262

อินโฟเควสท์จับมือแอสเพนรีเสิร์ชเปิดตัว Aspen โปรแกรมข้อมูลหุ้นเรียลไทม์ ชูกลยุทธ์เหนือคู่แข่งด้วย “คุณภาพดีกว่า ถูกกว่า”


ดูรูปทั้งหมด
กรุงเทพฯ--2 มี.ค.--อินโฟเควสท์
อินโฟเควสท์จับมือแอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ป เปิดตัวบริการ “Aspen” โปรแกรมเรียกดูข้อมูลหุ้นเรียลไทม์เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ปรับปรุงจากโปรแกรม Apex ที่โบรกเกอร์-นักลงทุนคุ้นเคยวิธีการใช้งานอยู่แล้ว แต่ยกระดับให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มั่นใจตลาดให้การยอมรับด้วยความสามารถที่มากกว่าเดิม แต่ราคาต่ำกว่าคู่แข่ง 35-50%



นายชาลทอง ปัทมพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด ผู้ให้บริการข่าวสารข้อมูลออนไลน์ชั้นนำในประเทศไทย เปิดเผยว่า แอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ป เจ้าของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ Aspen Graphics โปรแกรมวิเคราะห์หุ้นชั้นนำของโลก (หรือที่โบรกเกอร์และนักลงทุนไทยรู้จักกันในนาม Apex ซึ่งให้บริการโดย บริษัท บิสนิวส์ เอเอฟอี (ประเทศไทย) จำกัด) ได้ตัดสินใจเข้ามาทำตลาดโดยตรงในประเทศไทย โดยมีอินโฟเควสท์เป็นผู้สนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร พร้อมที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่มีชื่อว่า “Aspen” ซึ่งเป็นบริการเรียกดูข้อมูลหุ้นเรียลไทม์และข้อมูลด้านการเงินการลงทุนต่างๆ จากตลาดในประเทศและต่างประเทศ มั่นใจว่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนในการใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้น

นายชาลทองกล่าวว่า “บริษัท ไทยเควสท์ จำกัด ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับอินโฟเควสท์มีทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความชำนาญและมีความพร้อม และผมในฐานะผู้ก่อตั้งทั้งสองบริษัทได้เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกันมากกับผู้ก่อตั้งแอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ป มาร่วม 25 ปี ไทยเควสท์จึงได้รับการร้องขอจากแอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ป ให้ช่วยพัฒนาโปรแกรม Aspen เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของโบรกเกอร์และนักลงทุนในประเทศไทยให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ขีดความสามารถต่างๆที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท ไทยเควสท์ จำกัด”

“เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมเป็นผู้นำเสนอบริการ Apex แต่ได้ขายธุรกิจและวางมือจากวงการไปกว่า 14 ปีแล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม บริการ Apex ซึ่งได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือเจ้าของใหม่ ก็ยังมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้น การที่ผมจะกลับมาในวงการใหม่ ผมต้องมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ ผมเชื่อว่าการที่เราเข้ามาแข่งขันจะทำให้คู่แข่งต้องลดราคาและปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการ” นายชาลทองกล่าวเพิ่มเติม

ข้อมูลข่าวสารต่างๆ บนบริการ Aspen ประกอบไปด้วยข้อมูลจากแหล่งทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงตลาดการค้า (Exchange) สำคัญๆ ของโลก ราว 35 แห่ง ครอบคลุมถึงข้อมูลดัชนีและราคาซื้อขายหลักทรัพย์ กองทุน ตราสารอนุพันธ์ และสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ข้อมูลพลังงาน ข้อมูลด้านการเงิน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวที่เกาะติดสถานการณ์ตลาดทุนซึ่งรายงานเป็นภาษาไทยและอังกฤษจาก สำนักข่าวอินโฟเควสท์ สำนักข่าวดาวโจนส์ และ สำนักข่าวซินหัว โดยมีบริการเสริมทางด้านข่าวจากเว็บหุ้นอินไซด์ของ บริษัท นายกล้วยหอมออนไลน์ จำกัด

เนื่องจากบริษัทอินโฟเควสท์ไม่ใช่หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวงการบริการข้อมูลสำหรับตลาดหุ้นและการเงิน แต่อินโฟเควสท์ได้ดำเนินการให้บริการข้อมูลข่าวสารออนไลน์มากว่า 11 ปี และมีฐานธุรกิจเป็นลูกค้าแบบบอกรับเป็นสมาชิก(Subscribers) ซึ่งมีความต้องการใช้ข้อมูลอย่างมืออาชีพผ่านช่องทางต่างๆ ทั่วประเทศอยู่กว่า 4,000 ราย ทำให้ได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด(Economy of Scale) อินโฟเควสท์จึงใช้กลยุทธ์ด้านการตลาด ในการเสนอบริการที่มีประสิทธิภาพที่สูงกว่า ในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งบริการ Aspen นี้จะช่วยให้โบรกเกอร์และสถาบันการเงินสามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้ 35-50% จากราคามาตรฐานของคู่แข่ง

เกี่ยวกับบริการ Aspen (แอสเพน)
บริการ Aspen เป็นระบบข้อมูลข่าวสารออนไลน์แบบเรียลไทม์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุน เกิดขึ้นโดยความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท แอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ป จำกัด (Aspen Research Group, Ltd.) และ บริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด

เกี่ยวกับบริษัท แอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ป จำกัด
บริษัท แอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ป จำกัด มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทชั้นนำที่มีความชำนาญในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถในการสร้างกราฟเพื่อการวิเคราะห์ทางเทคนิคและรองรับข้อมูลข่าวสารสำหรับนักลงทุนมืออาชีพ

ซอฟต์แวร์ชั้นนำระดับโลกที่มีชื่อว่า Aspen Graphics พัฒนาโดยแอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ปนั้น ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในหมู่นักลงทุนมืออาชีพและสถาบันการเงินทั่วโลก โดยมีการนำไปใช้ร่วมกันกับข้อมูลและข่าวสารของผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารชั้นนำ อาทิ สำนักข่าวรอยเตอร์ และ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก

แอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ปเป็นผู้พัฒนาและเจ้าของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับบริการ Apex ของบริษัท บิสนิวส์ เอเอฟอี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งใช้กันอยู่ในกลุ่มโบรกเกอร์หลักทรัพย์และสถาบันการเงินในประเทศไทย แต่ขณะนี้ แอสเพนรีเสิร์ชกรุ๊ปได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีต่อประเทศไทย ด้วยการร่วมมือกับบริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด ในการเสนอบริการข้อมูลข่าวสารทางด้านหุ้น การเงิน และธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน ให้โบรกเกอร์หลักทรัพย์และสถาบันการเงินในประเทศไทยได้มีเครื่องมือประกอบการตัดสินใจลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าบริการอื่นๆ ในราคาที่ถูกกว่าอย่างมาก ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนการดำเนินงานให้แก่โบรกเกอร์และสถาบันการเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยซอฟต์แวร์ Aspen ที่ร่วมมือกับอินโฟเควสท์นี้ เป็นการต่อยอดจากโปรแกรม Apex โดย บริษัท ไทยเควสท์ จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกันกับอินโฟเควสท์) เป็นผู้พัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม

เกี่ยวกับบริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด
บริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด เป็นสำนักข่าวและผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารชั้นนำในประเทศไทย เริ่มดำเนินการให้บริการข้อมูลข่าวสารออนไลน์เมื่อปี พ.ศ. 2543 โดยนายชาลทอง ปัทมพงศ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท บิสนิวส์ จำกัด (มหาชน) ในอดีต และได้บริหารบิสนิวส์มาตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2526 จนประสพความสำเร็จอย่างสูง ทำให้บิสนิวส์เป็นบริษัทเอกชนไทยผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารแบบเรียลไทม์ออนไลน์รายแรกและเป็นรายใหญ่ที่สุดในประเทศก่อนที่จะขายกิจการบิสนิวส์ไปให้รอยเตอร์เมื่อ พ.ศ. 2540

ปัจจุบัน อินโฟเควสท์มีพนักงานกว่า 200 คน โดยมีผู้บริหารและพนักงานที่มีประสบการณ์ในธุรกิจข้อมูลข่าวสารออนไลน์มายาวนานกว่า 28 ปี มีทีมบรรณาธิการข่าวและทีมพัฒนาข้อมูลเป็นของตนเอง ทีมงานมีประสบการณ์ในการทำงานที่บิสนิวส์และรอยเตอร์ อินโฟเควสท์ผลิตข่าวแบบเรียลไทม์ออนไลน์ ครอบคลุมหมวดข่าวเศรษฐกิจ หุ้นและการเงิน ตลอดจนข่าวการเมืองและข่าวทั่วไปที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นและการเงิน และข้อมูลอื่นๆ

นอกเหนือไปจากการผลิตข่าวด้วยตนเองแล้ว อินโฟเควสท์ยังได้รวบรวมข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ กว่า 300 แหล่ง จัดข่าวสารข้อมูลเหล่านั้นเป็นแพ็คเกจเพื่อนำเสนอเป็นบริการที่หลากหลาย ได้แก่ บริการศูนย์รวมข่าวสารชื่อ นิวส์เซ็นเตอร์ (NEWSCenter) บริการคลิปปิ้งข่าวออนไลน์ ชื่อ ไอคิวนิวส์คลิป (iQNewsClip) บริการผ่านทางมือถือ ได้แก่ บริการ iQStock (WAP) และบริการ iQStockAlert (SMS) และบริการข้อมูลข่าวสารผ่านทางเว็บไซต์ ได้แก่ www.ryt9.com และ www.thaipr.netโดยอินโฟเควสท์ยังมีบริการ iQMediaLink ซึ่งเป็นบริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย

ที่มาhttp://www.ryt9.com/s/prg/1099712

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโลกความรู้ด้านการเงินแก่เยาวชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 กับกิจกรรม SET JFC 2012 คาดเยาวชนสนใจเข้าร่วมกว่า 2,000 คน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มุ่งสานโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่มีวินัยทางการเงิน พร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยในปีนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ผ่านกิจกรรม SET Junior Financial Club 2012 (SET JFC) ภายใต้แนวคิด เยาวชนรุ่นใหม่ ใส่ใจการเงิน: รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายดอกผล คาดได้รับการตอบรับจากเยาวชนระดับมัธยมศึกษากว่า 2,000 คน

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นความสำคัญของเยาวชน ซึ่งเป็นต้นกล้าที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต ดังนั้นการปูพื้นฐานความรู้ด้านการวางแผนทางการเงิน จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ต้องปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม SET JFC ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมด้านการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดกิจกรรม SET JFC ขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและ ตอนปลายเปิดโลกความรู้ด้านการเงิน โดยในปีที่ผ่านมามีเยาวชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 600 คน สำหรับในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดกิจกรรม SET JFC อย่างใหญ่กว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเยาวชนจะได้เรียนรู้การบริหารการเงินส่วนบุคคลผ่านฐานกิจกรรม เพื่อค้นหาความหมายของการ รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ และรู้ขยายดอกผล พร้อมฟังประสบการณ์การวางแผนที่ชีวิต สู่ความสำเร็จในอนาคตจากพี่ๆ พิธีกรสถานีโทรทัศน์ Money Channel นอกจากนี้ เยาวชนจะได้รู้จักกับเพื่อนต่างโรงเรียน รวมทั้งพี่ ๆ อาสาสมัครของตลาดหลักทรัพย์ฯ และรุ่นพี่ SET JFC ที่มามอบความรู้และประสบการณ์ให้เยาวชนทุกคน โดยหวังว่ากิจกรรม SET JFC จะทำให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจ และได้ข้อคิดในการวางแผนทางการเงิน เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ของตนเองและครอบครัว รวมทั้งนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในอนาคตได้เป็นอย่างดี คาดว่าจะมีเยาวชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,000 คน” นายจรัมพร กล่าว

กิจกรรม SET JFC กำหนดจัด 3 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 วันศุกร์ที่ 9 พฤจิกายน ณ ม.พายัพ จ.เชียงใหม่ รุ่นที่ 2 และ รุ่นที่ 3 วันศุกร์ที่ 23 และวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย สนใจสมัครร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ — 31 ตุลาคม 2555 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tsi-thailand.org/SETJFC หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ S-E-T

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1486675

ข่าวการเงิน - การคลัง


เล็งแก้กม.เงินคงคลังโยกลงทุน หากำไร3%ดีกว่าแช่เฉยๆ เก็บแสนล.เพื่อความมั่นคง
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 09:46:00 น.



รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์

กรมบัญชีกลางปิ๊งไอเดีย ตปท. แก้ พ.ร.บ.เงินคงคลัง เปิดช่องผันเงินไปลงทุนหาผลตอบแทนให้ได้อย่างต่ำ 3% ยันเน้นมั่นคง ปลอดภัย ไม่เสี่ยง แถมช่วยให้เกิดการหมุนเวียนในระบบ ไม่ใช่แช่เงินไว้เฉยๆ เล็งเก็บไว้แค่แสนล้านก็พอ

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า จากการจัดสัมมนาทางวิชาการร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และ 5 ประเทศ ประกอบด้วย ตุรกี อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อังกฤษ และแอฟริกาใต้ เกี่ยวกับแนวทางการบริหารเงินคงคลังของประเทศ พบว่าแต่ละประเทศมีการบริหารเงินคงคลังแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ทุกประเทศนำเงินคงคลังไปบริหารให้เกิดผลตอบแทน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ทั้งการลงทุนในพันธบัตรรัฐ ตราสารหนี้ และการฝากธนาคาร ซึ่งล้วนเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดความเสี่ยง

นายรังสรรค์กล่าวว่า แต่ละประเทศจะสำรองเงินคงคลังไว้ใช้ตามความจำเป็นแตกต่างกัน โดยบางประเทศอาจสำรองไว้ใช้ 2 สัปดาห์ของงบประมาณรายจ่าย บางประเทศสำรองไว้ใช้ในระยะ 1 เดือน ส่วนที่เหลือจึงนำไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทน โดยไม่ได้คำนึงถึงผลตอบแทนสูงสุด แต่ดูที่ความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด ซึ่งหากจะนำแนวทางการบริหารเงินคงคลังแบบต่างประเทศมาใช้ก็จะยึดรูปแบบเดียวกันคือ เน้นที่ความปลอดภัย 100% และไม่มีความเสี่ยง เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และการฝากธนาคารพาณิชย์ โดยเฉลี่ยแล้วไม่ควรมีผลตอบแทนต่ำกว่า 3% นอกจากนั้นยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย

"ในหลักการแล้ว กรมบัญชีกลางเห็นตรงกันและสรุปว่าควรนำเงินคงคลังที่เรามีอยู่ไปบริหารให้เกิดประโยชน์ โดยจะนำข้อสรุปเสนอให้กระทรวงการคลังตัดสินใจ ซึ่งเชื่อว่าระดับนโยบายน่าจะเห็นด้วย แต่ในกระบวนการกว่าจะเกิดขึ้นจริงนั้นคงใช้เวลาระยะหนึ่งเพราะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.เงินคงคลังและ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วย ซึ่งบางประเทศใช้เวลาถึง 8 ปี แต่เราก็ต้องเริ่มผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว" นายรังสรรค์กล่าว

สำหรับแนวทางที่เห็นว่าสามารถดำเนินการได้คือ อาจจะสำรองเงินคงคลังไว้ใช้เพียง 10-15 วัน หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือสามารถนำไปลงทุนระยะสั้นหรือระยาวยาวได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นใช้เงินในอนาคต โดยปัจจุบันมีเงินคงคลังอยู่ที่ระดับ 4.5 แสนล้านบาท สิ้นเดือนกันยายนนี้ อาจจะขึ้นไปถึง 5-6 แสนล้านบาท จากภาษีที่เข้ามาและจากการบริหารเงินกู้ของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ โดยหากแก้กฎหมาย พ.ร.บ.เงินคงคลังแล้ว ส่วนที่เป็นเงินฝากของส่วนราชการก็สามารถนำไปบริหารให้เกิดดอกผลได้ จากปัจจุบันเงินคงคลังทั้งหมดของรัฐบาลจะฝากอยู่ที่ ธปท.ซึ่งเป็นการฝากแบบไม่มีดอกเบี้ย

ที่มาhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347330996&grpid=&catid=05&subcatid=0501

วิกฤติเศรษฐกิจโลก

บทความโดยประธานธนาคารโลกเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลก



ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานั้น วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดเงิน ในระบบสินเชื่อ และในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งผลให้ความกังวลที่มีอยู่เดิมต่อสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ด้านการลดความยากจนของโลกในปัจจุบัน อันสืบเนื่องมาจากปัญหาราคาอาหารและน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ขยายวงกว้างขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนและตุลาคมนั้น อาจผลักดันให้สถานการณ์ในประเทศกำลังพัฒนาหลายต่อหลายประเทศ ซึ่งแต่เดิมก็ค่อนข้างล่อแหลมหรือเปราะบางอยู่แล้ว ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติได้ และหากเป็นเช่นนั้น คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนยากจน ซึ่งโดยมากแล้วจะปราศจากเกราะกำบังใดใดนั่นเอง

เราได้ยินคำตำหนิติเตียนมากมายว่าต้นเหตุของปัญหานี้อยู่ที่การเปิดตลาดเสรี อยู่ที่ความล้มเหลวของสถาบันกำกับดูแลในภาครัฐ ทว่า ความจริงที่เราต้องเผชิญและยอมรับก็คือ ทุกวันนี้ โลกมาไกลเกินกว่าที่จะหันหลังให้แก่โลกาภิวัตน์ได้แล้ว สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือการเรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาดในอดีตในขณะที่เราก้าวย่างต่อไปเพื่อวางรากฐานให้แก่อนาคต ทั้งนี้ เราจำเป็นที่จะต้องปฏิวัติโครงสร้างของตลาดเงินตลาดทุน รวมทั้งระบบพหุพาคีเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลกให้สอดคล้องต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันยิ่งขึ้น

ความเป็นไปของตลาดเงินตลาดทุนในวันนี้ รวมทั้งการที่แต่ละประเทศในโลกถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันภายใต้เครือข่ายเดียวนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการติดต่อสื่อสาร การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พัฒนาการของเทคโนโลยี การไหลเวียนของเงินทุนและการค้า การเคลื่อนย้ายของแรงงาน และแรงผลักดันใหม่ ๆ ที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของโลก ทุกวันนี้ ประเทศที่เราเรียกว่า “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยุโรปและอเมริกาอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้าม มีประเทศกำลังพัฒนามากมายที่กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และกำลังเป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ของความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศของพวกเขาเอง ที่สำคัญ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็ยังต้องการที่จะให้ประเทศอื่น ๆ ในโลกหันมาฟังเสียงของพวกเขาให้มากขึ้นด้วย

ในขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนและธุรกิจต่าง ๆ จะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้โลกมีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการต่อไป ระบบการเงินของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ก็กลับดูเหมือนว่ากำลังอ่อนแอลงเรื่อย ๆ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่มหาศาลจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ได้เกิดขึ้นใน 2-3 ปีที่ผ่านมานี้

เมื่อระบบที่ได้ถูกสร้างไว้ให้เป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและการเงินของโลกกำลังส่อให้เห็นว่ามีรอยร้าว เราก็จำเป็นที่จะต้องค้นหากลไกใหม่ ๆ เข้ามาช่วย ประเด็นสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ ระบบพหุภาคีที่จะสอดคล้องกับความเป็นไปของโลกในปัจจุบันมากที่สุดนั้น น่าจะเป็นระบบพหุภาคีที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นระบบที่นำความแข็งแกร่งของเครือข่าย และของสถาบันทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และควรจะเป็นระบบแก้ไขปัญหาแบบยึดผลลัพธ์ในการปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมวิถีทางแห่งความร่วมมือเป็นสำคัญ

ระบบพหุภาคีที่เราควรจะริเริ่มขึ้นใหม่นี้ จักต้องมีการแบ่งปันความรับผิดชอบในการดูแลความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกให้ทั่วถึงมากขึ้น และประกอบไปด้วยสมาชิกซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ของภาวะเศรษฐกิจโลกมากกว่าคนอื่นด้วย เช่นนี้แล้ว เราจึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนคำบัญญัติความของระบบพหุภาคีทางเศรษฐกิจของโลกเสียใหม่ เพื่อให้ความสำคัญต่อปัจจัยอื่น ๆ ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงให้แก่โลก มิใช่เฉพาะการเงินและการค้าดังที่เป็นมาในอดีต ทุกวันนี้ ประเด็นที่เกี่ยวกับพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเ ทศที่เปราะบาง หรือประเทศที่เพิ่งผ่านภาวะสงครามมาใหม่ ๆ นั้นก็นับว่าเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจเช่นกัน ประเด็น เหล่านี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระดับโลกว่าด้วยปัญหาความมั่นคงและปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องนำประเด็นเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระดับโลกว่าด้วยปัญหาเศรษฐกิจด้วย

ระบบพหุภาคีที่โลกต้องการนี้ จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นก็ต่อเมื่อมีความร่วมมือและมีแรงผลักดันจากสมาชิกแต่ละประเทศ ระบบที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันคือระบบ G-7 นั้นยังถือว่ามีข้อบกพร่องอยู่มาก เราจำเป็นที่จะต้องสรรค์สร้างระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะของโลกในปัจจุบันมากขึ้น ระบบใหม่ที่เราจำเป็นจะต้องมีนี้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของ “คณะทำงานหลัก” ซึ่งจะประกอบไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังของประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบเศรษฐกิจโลกต่าง ๆ ที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความรู้กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีรวดเร็วขึ้น สามารถรวบรวมประเทศสมาชิกอื่น ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และทำหน้าที่ “บริหาร” ความแตกต่างของแต่ละประเทศไม่ให้เป็นอุปสรรคขัดขวางการประสานประโยชน์ของโลกโดยรวม

คณะทำงานหลักที่จะทำหน้าที่ดูแลระบบพหุภาคีใหม่นี้ ควรที่จะมีบราซิล จีน อินเดีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศ G-7 ในปัจจุบันเป็นสมาชิก คณะทำงานนี้จำเป็นที่จะต้องมีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ และมีการสนทนาแลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกันผ่านทั้งช่องทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่สำคัญ คณะทำงานนี้จำเป็นที่จะต้องเป็นมากกว่าแค่ “กลุ่มประเทศ G-14” เพราะมันจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดเลยหากเราแค่เปลี่ยนชื่อ จาก G-7 เป็น G-14 โดยที่ไม่เปลี่ยนวิถีการทำงานด้วย เราต้องการเครือข่ายใหม่ที่จะสามารถคาดคะเนล่วงหน้าได้ว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ที่จะยังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีอยู่ โครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของคณะทำงานภายใต้ระบบพหุภาคีใหม่นี้ จะช่วยให้แต่ละประเทศหันมาใช้สมาชิกอื่น ๆ ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น ในการแก้ไขปัญหาซึ่งใหญ่หลวงเกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง และจะช่วยผลักดันให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเงินที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกนั้น ผ่านกระบวนการที่เป็นพหุภาคีนิยมมากขึ้น

ระบบพหุภาคีใหม่ที่ว่านี้ จำเป็นที่จะต้องนำปฏิสัมพัทธ์และความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย ตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันนี้กำลังอยู่ในภาวะที่ยุ่งเหยิงมาก เพื่อให้การแก้ไขปํญหาด้านพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการเจรจาระดับโลกระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงาน โดยทั้งสองฝ่ายจำเป็นที่จะต้องนำแผนงานในการขยายอุปทาน การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อลดอุปสงค์ การผลิตพลังงานเพื่อคนยากไร้ และการวางแผนพัฒนาพลังงานโดยคำนึงถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ามาพิจารณาร่วมกันด้วย ผมเชื่อว่าทั้งฝ่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคนี้น่าจะหาวิธีที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์มาใช้บริหารจัดการราคาของพลังงานให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และผสมผสานกับการปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงได้

เพื่อให้สิ่งที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเป็นไปอย่างราบรื่น โลกก็จำเป็นที่จะต้องมีปัจจัยใหม่ ๆ มาสนับสนุนข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีกลไกใหม่ ๆ ที่จะส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าและลดการตัดไม้ทำลายป่า พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งหาวิธีที่จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังจำเป็นที่ะต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อประเทศกำลังพัฒนาให้มากขึ้นเพื่อให้ประเทศเหล่านั้นสามารถปรับตัวเข้ากับผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งพัฒนาตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คณะทำงานหลักภายใต้ระบบพหุภาคีใหม่นี้ น่าจะมีส่วนช่วยในการผลักดันให้เกิดมาตรการใหม่ ๆ อันเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาพลังงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และมาตรการทางการเงินที่จะช่วยสนับสนุนการเจรจาระดับสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งส่งเสริมข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในความเป็นจริง

และในฐานะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังใกล้เข้ามาทุกที ผมจึงอยากจะเรียนว่า ในขณะที่หน้าที่ในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโลกควรจะเป็นภารกิจเร่งด่วนภารกิจหนึ่งของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ นั้น เราต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหานี้หาใช่เป็นภาระของสหรัฐฯ แต่เพียงประเทศเดียวไม่ แต่มันควรจะเป็นภาระของสมาชิกทุกคนในระบบพหุภาคี

แม้สภาวะการณ์ในปัจจุบันจะยากลำบากสำหรับโลก แต่วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยังมาพร้อม ๆ กับโอกาสด้วย ขณะนี้ มีประเทศหลายประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบแก้ไขปัญหาแบบพหุภาคีในปัจจุบันที่มีความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประเทศอื่น ๆ ให้ผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้ ดังนั้น ภาระกิจเร่งด่วนของเราจึงควรจะเป็นการปรับปรุงระบบและตลาดเงินตลาดทุนของโลกนั้นให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันต่อเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น


นายโรเบิร์ต บี เซลลิค เป็นประธานกลุ่มธนาคารโลก ข้อเขียนชิ้นนี้ดัดแปลงมาจากสุนทรพจน์ของเขาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนการเปิดการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี

ที่มา http://web.worldbank.org/WBSITE/EXTERNAL/COUNTRIES/EASTASIAPACIFICEXT/THAILANDINTHAIEXTN/0,,contentMDK:21937680~menuPK:487349~pagePK:2865066~piPK:2865079~theSitePK:486697,00.html