คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

OMG

11/9/55

เงินเฟ้อน่ากลัวจริงหรือ ?




แจงสี่เบี้ย แจงสี่เบี้ย : ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน กรุงเทพธุรกิจ 5 ตุลาคม 2554

แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ เอกชนบ่นต้นทุนเพิ่ม ค่าครองชีพสูง

พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์รายวันข้างต้น ทำให้น่าสงสัยว่า ทำไมแบงก์ชาติจึงต้องทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ชอบด้วย เศรษฐกิจดี แบงก์ชาติจะกลัวอะไรกับเงินเฟ้อ อุปมาดั่งปาร์ตี้กำลังสนุก แบงก์ชาติเคาะแก้วแล้วบอกว่างานเลิกแล้ว ... คนไทยไม่เคยหอบเงินใส่กระสอบไปจ่ายตลาด แต่คนเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซื้อขนมปังตอนเย็นแพงกว่าที่ซื้อตอนกลางวันและตอนเช้า ท่านลองจินตนาการดูว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น คนเยอรมันในยุคนั้นจะรู้สึกอย่างไร สถานการณ์ทำนองนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา คนไทยจึงอาจเห็นผลเสียของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาสินค้าหรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจะพยายามอธิบายว่า เงินเฟ้อที่สูงๆ เลวร้ายอย่างไรทั้งต่อตัวเราและต่อเศรษฐกิจของประเทศ

เงินเฟ้อที่กล่าวข้างต้น ถ้าจะว่าตามหลักวิชา ต้องเรียกว่าภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสินค้า บริการ ค่าเช่า และ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ประชาชนทั่วไปต้องบริโภคสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง คำถามที่ตามมา คือ แล้วเงินเฟ้อสูงเลวร้ายอย่างไร

ผลเสียประการแรก ก็คือ เงินในกระเป๋าของทุกคนมีค่าน้อยลง เช่น คนเยอรมันในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีเงินพอซื้อขนมปังตอนเช้าได้พอดี ตกเวลาบ่ายซื้อขนมปังไม่ได้แล้ว

ประการที่สอง คือ เงินเฟ้อเพิ่มความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น เพราะคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดคงหนีไม่พ้น คนที่ไม่มีอำนาจต่อรองให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะแต่คนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่บากบั่นขยันหมั่นเพียรเก็บหอมรอบริบจนมีเงินออมฝากไว้กับธนาคาร เพราะในที่สุดแล้วเงินออมนั้นจะมีค่าเหลือนิดเดียวหากเงินเฟ้อสูงมากๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ใช้จ่ายเกินตัว จนเป็นหนี้ กลับได้รับประโยชน์ จากค่าเงินที่ลดลง เพราะแม้เขาต้องใช้หนี้เงินต้นรวมกับดอกเบี้ยแล้ว ค่าของเงินตอนที่ใช้หนี้ก็ยังน้อยกว่าค่าของเงินตอนที่เขากู้มา

ข้อเสียอันนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของภาครัฐด้วย ภาครัฐที่ใช้จ่ายเกินตัวและเกินระดับที่เหมาะสม ผลที่ตามมา คือ เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนก็คงหนีไม่พ้นประชาชน เพราะ ภาระที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้ประชาชนต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อบริโภคเท่าเดิม เปรียบเสมือนต้องเสียภาษี จึงเรียกกันว่า "ภาษีเงินเฟ้อ" ซึ่งเลวร้ายกว่าภาษีอื่นๆ เพราะเก็บแบบไม่บอกกล่าว เดาสุ่ม และที่แย่สุด คือ พวกไม่มีอำนาจต่อรองให้ทันกับเงินเฟ้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยต้องรับภาระมากที่สุด

ประการที่สาม คือ เงินเฟ้อสูงๆ ทำให้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตกำหนดราคาขายได้ยาก เพราะคาดการณ์กำลังซื้อของลูกค้าไม่ได้ การวางแผนการผลิตและการลงทุนก็ทำได้ยาก เพราะต้นทุนต่างๆ ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ดอกเบี้ย สูงขึ้นพรวดพราด ถือเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุนในประเทศ เมื่อการลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและศักยภาพการแข่งขันของประเทศย่อมทำได้ยาก

ประการที่สี่ ถ้าเงินเฟ้อของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าของไทยย่อมสูงกว่า ทำให้ขายของแข่งกับประเทศอื่นไม่ได้ กระทบกับการส่งออก เศรษฐกิจก็มีปัญหา นักลงทุนต่างชาติที่คิดจะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยคงเลือกที่จะไปตั้งฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำและคงที่มากกว่าแน่นอน

ประการที่ห้า คือ เงินเฟ้อมักมีพลังขับเคลื่อนตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อของแพง ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องปรับราคาสินค้า ลูกจ้างก็เรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตก็บอกค่าจ้างแพง ปรับราคาอีก เป็นวงจร เรียกว่า Wage-price spiral ซึ่งจะทำลายความมั่งคั่งของประชาชนและเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ผลเสียประเด็นสุดท้าย ที่อยากเน้น คือ เงินเฟ้อเป็นตัวทำลายทั้งบรรยากาศการออม การค้า และการลงทุน ดังนั้น ผู้รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องตระหนักอยู่เสมอ ว่า มาตรการที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วเกินธรรมชาติในระยะสั้นนั้น คงไม่ได้ผลที่จีรัง แต่กลับจะมีผลร้ายหากเกิดเงินเฟ้อ ซึ่งมีผลบั่นทอนความกินดีอยู่ดีของประชาชนและทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การดูแลเงินเฟ้อถือเป็นพันธกิจสำคัญของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ใช้ดูแลเงินเฟ้อ คือ อัตราดอกเบี้ย จริงอยู่ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่ผู้กู้ในระยะสั้น แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินเฟ้อสูงจนควบคุมไม่อยู่ ผลเสียที่ตามมาในระยะยาวจะสูงกว่าภาระดอกเบี้ยในระยะสั้นมาก แม้แต่ธุรกิจก็ต้องเดือดร้อน เพราะหากเงินเฟ้อสูงสัก 20% ในอนาคตท่านก็ต้องกู้มาลงทุนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 20% หากทางการรักษาเงินเฟ้อให้ต่ำได้ในระยะยาวต้นทุนการกู้ยืมก็จะถูกลงมาด้วย

สุดท้ายนี้ผมขอฝากไว้ว่าเงินเฟ้อต่ำเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาวก็จริง แต่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว คงไม่พอที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่เรายังต้องอาศัยหัวใจสำคัญ คือ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเอกชน และการจัดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ และมีคุณภาพจากภาครัฐควบคู่กันไป

บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2011q4/2011_October_04p1.htm

เศรษฐกิจพอเพียง : ท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน




ในท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ได้เกิดปัญหาที่ตามมามากมายทั้งปัญหาทางด้านการเมือง ปัญหาสังคม และปัญหาเกี่ยวกับวัฒนธรรม รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลักโดยเม็ดเงินที่ได้จัดสรรไปยังกระทรวงต่างๆ ล้วนแต่เป็นการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลได้คำนึงถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่ไปด้วยหรือไม่
เพราะว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517และพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 (ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540) เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆในทางการเมืองของไทยแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจนำด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในสังคมไทย ในฐานะ "กษัตริย์นักพัฒนา" ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งเหล่านี้ถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำโดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ส่งผลให้เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศและการพยายามตีความเพื่อสร้างความชอบธรรมในการพัฒนาโดยปัญญาชนอย่าง ประเวศ วะสี, เสน่ห์ จามริก, อภิชัย พันธเสน และ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชน ที่ถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 ก็ได้ช่วยให้อุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงขยายครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของสังคม
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ที่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านช่องทางต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" บนเงื่อนไข "ความรู้ และ คุณธรรม"
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ถูกใช้เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ซึ่งบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า "สังคมสีเขียว" ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท
แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญของไทย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ
ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคแรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการปลดพนักงานออก และภาวะการตกงาน ปัญหาสังคมได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งการขับเคลื่อนในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลมากนักแม้จะมีการบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้วก็ตาม แต่ไม่มีกระบวนการขับเคลื่อนที่ชัดเจน แต่ว่าได้มีชุมชน หรือ กลุ่มองค์กรชุมชน ซึ่งมีการดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจำนวนไม่น้อย เช่น ลุงประยงค์ รณรงค์ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ และชุมชนบ้านนาอีสาน เป็นต้น ซึ่งได้สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน วิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็งและขับเคลื่อนจากฐานล่างระดับรากหญ้า ซึ่งได้มีวิธีการดำเนินการสอดคล้องหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก และมีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข และได้ใช้หลักคุณธรรม ความเอื้ออาทรต่อกันภายในชุมชนเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต และเป็นแบบอย่าง มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกชุมชน ทำอย่างไรจะทำให้แนวทางของรัฐบาลกับแนวทางของชุมชนให้มีความสอดคล้องกันทั้งนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในระดับชุมชน และระดับชาติต่อไป

ที่มา http://www.thaihealth.or.th/partner/blog/7798

"ปัญหา" ทองราคาแพง

โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ AIT
(Featuring Extream Aggressor คณะ SS)


ความตื่นตระหนกของประชาชนเวลาราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ทั้งนี้ เพราะผู้คนส่วนมากมิได้มีความจำเป็นต้องใช้ทองคำในชีวิตประจำวันเหมือนอย่างที่จำเป็นต้องกินข้าวหรือซื้อน้ำมันมาเติมรถ เวลาข้าวราคาแพงหรือน้ำมันราคาขึ้น ประชาชนย่อมวิตกเพราะกลัวว่าจะขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน สำหรับทองคำนั้นถ้าเกิดมันแพงขึ้นมากๆ ก็เลิกซื้อมันเสียก็ได้ คนส่วนใหญ่คงจะมิได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมากมาย หากไม่มีสร้อยทองมาแขวนคอ หรือไม่มีทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เซฟ

ความตื่นตระหนกส่วนหนึ่งคงมาจากชาวบ้านที่พอมีอันจะกิน ชาวบ้านพวกนี้อาจรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อทองคำเก็บไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน หรือปีก่อนตอนราคาทองยังไม่แพงขนาดนี้ ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนความเสียดายที่พลาดโอกาสการทำเงินจากการเก็งกำไรในราคาทองคำนั่นเอง

หากความตื่นตระหนกส่วนใหญ่เกิดจากความเสียดายของนักเก็งกำไร สังคมส่วนรวมก็คงไม่มีความจำเป็นต้องกังวลกับเรื่องราคาทองมากนัก ทั้งนี้ เพราะการเก็งกำไรนั้นไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และน่าสนับสนุนแต่อย่างใด ถ้าใครมีสตางค์เหลือเก็บ สู้เอาไปใช้ลงทุนในธุรกิจ (ไม่ว่าทางตรง เช่นการเปิดร้าน สร้างโรงงาน หรือทางอ้อม เช่นการฝากธนาคารหรือซื้อหุ้น) ยังจะเป็นประโยชน์เสียมากกว่าการเอาเงินมาเก็งกำไรในราคาทอง
อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลเรื่องราคาทองนั้น ดูเหมือนจะแผ่วงกว้างไปกว่าในหมู่นักเก็งกำไร ชาวบ้านธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ และมิได้มีเงินเหลือเฟือเอามาใช้เก็งกำไรราคาทอง ก็ดูเหมือนว่าจะสนใจและเป็นกังวลกับราคาทองคำที่แพงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

อะไรคือต้นตอของความวิตกกังวลของชาวบ้านพวกนี้

นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียความมั่นใจในค่าของเงินตรา หรือความกลัวเงินเฟ้อนั่นเอง เวลาเงินเฟ้อราคาสินค้าและบริการทุกอย่าง (อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การศึกษา ความบันเทิง ฯลฯ) ก็จะพุ่งสูงขึ้น นอกจากนั้น มูลค่าหรืออำนาจการซื้อของเงินฝากในบัญชีธนาคารก็จะลดลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน

หากผู้คนต่างกังวลกันว่า ค่าของเงินกำลังมีแนวโน้มจะลดลง ทุกคนก็จะพยายามเปลี่ยนไปออมในรูปแบบอื่นๆ คนทั่วไปเวลากลัวเงินเฟ้อ ไม่รู้จะออมในรูปแบบใดแทนเงิน มองซ้าย-มองขวาแล้ว สุดท้ายก็มักจะตัดสินใจซื้อทองเก็บไว้

สัญชาตญาณการใช้ทองเป็นเครื่องมือการเก็บออมมีรากฐานมาจากพฤติกรรม ค่านิยม และความเชื่อของคนตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ อย่างไรก็ดี หากมองกันแบบเป็นกลางแล้ว การออมในรูปทองคำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างไปจากการลงทุนแบบอื่น เพราะราคาทองคำขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (ความต้องการใช้ทองในอุตสาหกรรม และความนิยมของผู้คน) และอุปทาน (จำนวนเหมืองทองที่ค้นพบใหม่ และปริมาณที่ผลิตได้ในแต่ละปี)

ดังนั้น ราคาทองคำจึงมีขึ้นมีลงได้เหมือนราคาสินค้าอื่นๆ การซื้อทองเก็บไว้จึงมิได้ดีไปกว่าการเอาเงินลงทุนกับอย่างอื่น เช่น การเก็งกำไรที่ดิน-คอนโดฯ การซื้อหุ้น หรือการลงทุนในการศึกษา แต่ประการใด

ในส่วนนี้ จขกท ต้องขอแย้งว่า ความคิดในการเก็บออมในรูปทองคำ หรือโลหะมีค่าอื่นๆ จริงๆ แล้ว ทุกคนที่เก็บออมทรัพย์สิน ควรจะต้องมีทองคำในขุมทรัพย์ของแต่ละคน จะมีมากน้อย ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ทองคำ ความสำคัญของมันอยู่ที่ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมค่าน้อยกว่าเงินตราทุกสกุล รวมถึงมีความผันผวนน้อยกว่าเงิน และหลักทรัพย์ด้วย และ ในเวลาที่ไม่ปกติ เช่น สงคราม ทองคำ หรือโลหะที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสากลของโลก ที่มีความสำคัญมากกว่าเงิน

และความวิตกกังวลต่อราคาทองของคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาประเมินราคาทองกับรายได้แล้วเขารู้สึกจนลงเท่านั้น (ปีก่อน เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทองได้ 1 บาท แต่มาปีนี้ เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทอง 2 สลึงใส่ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ) เพราะการปรับตัวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่กระทบกับราคาสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ แต่มันไปกระทบกับความรู้สึกของเขา

ด้วยวัฒนธรรมของคนไทย ว่า คนรวย ต้องใส่ทองเส้นเท่าโซ่ ในความคิดของคนหาเช้ากินค่ำ คนรวยหุ้น กับคนรวยทอง คนรวยหุ้นสำหรับเขาไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นสนใจ แต่คนรวยทอง สำหรับเขาแล้ว ถือว่ารวยจริง

ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่น่าเห็นใจสำหรับประชาชนตาดำๆ เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าพวกเขาจะขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบเป็นเวลานานสักเพียงใด ฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาก็อาจไม่กระเตื้องขึ้นเลย เพราะมูลค่าเงินออมที่ฝากธนาคารไว้ถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ของเงินเฟ้อ

สิ่งที่น่าทึ่งเป็นที่สุดก็คือ หากถามประชาชนตาดำๆ เหล่านี้ว่าต้นเหตุของเงินเฟ้อมาจากไหน พวกเขาก็มักพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน หรือความโลภของนายทุน ทรรศนะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบางครั้งเส้นผมเล็กๆ ก็สามารถเอามาใช้บังภูเขาทั้งลูกได้ หากมีเทคนิคการหลอกล่อที่ถูกต้อง

ค่าของเงินถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานเหมือนกับสินค้าอื่นๆ หากปีใดเกษตรกรผลิตข้าวออกมามาก แต่ความต้องการบริโภคมิได้มากตาม ราคาข้าวก็จะตก ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีใครสักคนพิมพ์เงินออกมามากกว่าปริมาณที่ใช้จ่ายกันตามปกติ "ราคาของเงิน" ก็จะตก ซึ่งนั่นก็คือคำจำกัดความของเงินเฟ้อนั่นเอง

ตรงนี้ จขกท. ต้องขอแย้ง เพราะความเป็นจริงแล้ว เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คือ
เงินเฟ้อจากแรงฉุดของอุปสงค์ (Demand Pull Inflation) ซึ่งเป็นไปตามที่เจ้าของคอลัมน์ บอกไว้ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะขาขึ้น หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงร้อนแรง นั้น จะมีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากขึ้น ตามความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของบุคคลแต่ละคน ดังนั้น จะมีความต้องการสินค้า หรือ อุปสงค์ต่อสินค้า มาก ในขณะที่ อุปทานของสินค้า หรือปริมาณการผลิต จะมีจำกัดกว่า เนื่อกจากเหตุผล 2 ประการ คือ 1. อุปทานระยะสั้น ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็คือ ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการของผู้บริโภค 2. การเพิ่มกำลังการผลิต จะเริ่มมีปัญหาที่การจ้างงานตึงตัว (ตลาดเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่) ทำให้ต้นทุนการจ้างงานสูงขึ้น และเพิ่มกำลังการจ้างงานยากกว่าปกติ ซึ่งเมื่ออุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ในขณะที่ปริมาณการผลิตเท่าเดิม ส่วนที่เหลือของตลาดที่ต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดดุลยภาพ คือ ราคาสินค้า และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อน

เงินเฟ้อจากแรงผลักของต้นทุน (Cost Push Inflation) ซึ่งในภาวะปัจจุบันที่ เศรษฐกิจเพิ่งตกต่ำอย่างแรง และกำลังจะผงกหัวขึ้น นั้น ถ้าจะมีภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในระดับที่เป็นปัญหา (ถ้าเงินเฟ้ออ่อน จะดีกับการพัฒนาเศรษฐกิจครับ เงินเฟ้อไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด) ก็ควรจะเกิดจาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจคือ น้ำมัน ครับ ซึ่งเหตุการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2551 – 2552 นี้ ไม่ได้มีตรงไหนที่เป็นความร้อนแรงทางเศรษฐกิจเลย ดังนั้นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น เป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นครับ ไม่ได้มาจากอุปสงค์

ซึ่งการเกิดเงินเฟ้อ และ เศรษฐกิจถดถอยไปพร้อมๆ กัน เรียกว่า ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagflation)

ใครสักคนที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินก็คือรัฐบาล อภิสิทธิ์ในการเสกกระดาษเป็นเงินนั้นเป็นอำนาจที่เย้ายวนและชวนให้ใช้ในทางที่ผิดเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะเงินสามารถซื้อหาคะแนนนิยมและอำนาจทางการเมืองได้ ด้วยการจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ การประกันราคาไอ้โน่นไอ้นี่ และการสร้างความเข้มแข็งทางไอ้นั้นไอ้โน้น

รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับว่าปัญหาเงินเฟ้อนั้นเป็นความผิดของรัฐ วิธีหลอกล่อให้ประชาชนสับสนที่ใช้ได้ผลดีที่สุดก็คือ โยนความผิดให้กับแพะรับบาป เช่น พวกต่างชาติ (เลวๆ) หรือไม่ก็พวกนายทุน (หน้าเลือด)

แน่นอนว่าคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายถลุงเงินดังกล่าวย่อมพึงพอใจ (อย่างน้อยก็ในช่วงสั้นๆ) แต่ในไม่นานทุกคนก็ย่อมเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอาเงินมากมายเหล่านี้มาจากไหน

คำถามดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความลังเลสงสัยในค่าของเงินในอนาคต และก่อให้เกิดอุปสงค์พิเศษสำหรับการออมในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง

เลนินเคยกล่าวไว้ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีคือ การบ่อนทำลายระบบการเงินจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บ่อนทำลายประเทศโดยการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเงินมักจะเป็นรัฐบาลของประเทศนั้นเอง เช่น กรณีเงินเฟ้อวิกฤตในประเทศ เยอรมนี ฮังการี และ ซิมบับเว

วิธีการป้องกันมิให้นักการเมืองบ่อนทำลายระบบการเงินด้วยการพิมพ์เงินมาถลุง โดยไม่ยั้งมือนั้นมิใช่เรื่องง่าย เพราะนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลนั้นมักคิดว่าพวกตนมีสิทธิชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ บทเรียนประวัติศาสตร์สอนว่า การประกันเสรีภาพในการทำงานของธนาคารกลางนั้น อาจช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินได้บ้าง

ในประเทศอื่นก็อาจจะทำได้ง่าย เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ในประเทศไทย ไม่ง่ายนักในการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ เพราะเราต้องอิงกับ สินทรัพย์ที่ประเทศไทยถือครอง ได้แก่ ทองคำ เงิน US Dollar เงินตราสกุลต่างประเทศอื่นๆ เช่น ปอนด์ เยน ฟรังก์ ฯลฯ

การออกพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล ทั้งนี้ เพราะหากรัฐไม่ระวังปล่อยให้เงินเฟ้อในอัตราสูง หนี้ที่รัฐกู้ประชาชนมาผ่านพันธบัตรก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย
ปัจจุบันประเทศตะวันตกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส ต่างมีพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อให้นักลงทุนซื้อหากันได้แล้ว

การออกพันธบัตรดังกล่าวเป็นการสร้างทางเลือกในการออมให้ประชาชนที่กลัวเงินเฟ้อ และทำให้พวกเขาไม่ต้องแห่กันไปซื้อทองเก็บไว้ในช่วงเวลาที่เกิดความหวาดระแวงในค่าของเงินตราอย่างเช่นในปัจจุบันนี้

ตามความคิดของผม ถ้ามีพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งให้ผลตอบแทนเท่ากับ ศูนย์ เพียงแต่รักษาเงินต้นเท่านั้น ผมมองว่า ควรจะมีพันธบัตรประเภทนี้อยู่ในพอร์ต เพียงไม่เกิน 10 % เท่านั้น และยังคงแนะนำให้เก็บทองคำ เมื่อราคาอ่อนตัวจากแรงขายทำกำไร ไว้ในพอร์ตอีก 10 %

ที่มา http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=211127

“จตุจักร กรีน” มิติใหม่แหล่งช้อปปิ้งในสวนสวย




Lifestyle Mall แห่งใหม่นสวนสวย “จตุจักร กรีน” แหล่งช้อปปิ้งแห่งใหม่สวนจตุจักร สำหรับคนกรุงเทพฯ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Shops in the park” แหล่งช้อปปิ้งย่านจตุจักรที่ผสมผสานกับพื้นที่สีเขียวอย่างลงตัว

ด้วยประมาณกว่า 100 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการภายในเดือนกรกฎาคมศกนี้ ที่คนกรุงฯ เตรียมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่จะให้ให้คุณได้สัมผัสถึงธรรมชาติที่แวดล้อมโครงการฯ ไปพร้อมๆ กับการพักผ่อนหย่อนใจและช้อปปิ้ง ทานอาหารในย่านทำเลทองของเขตจตุจักร ด้วยการเนรมิตพื้นที่ในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัวภายใต้แนวคิดกรีนคอนเซ็ปต์ทั้ง 6 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นร้านอาหาร ร้านค้า ที่มีคุณภาพกว่า 200 ร้านค้า พร้อมคงแนวคิดในการรักษาสิ่งแวดล้อมกับ Bicycle Mall สำหรับทางวิ่งเฉพาะของจักรยานภายในโครงการฯ พร้อมที่จอดรถอำนวยความสะดวกกว่า 15 ไร่ เพื่อให้ผู้ที่สัญจรไปมาในสวนสมเด็จฯ และละแวกใกล้เคียงได้เลือกซื้อของที่มีคุณภาพ ทานอาหารอร่อย ได้หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองและได้พักผ่อนหย่อนใจไปกับธรรมชาติของสวนสวยรอบโครงการฯ ซึ่งประสบการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ จะอยู่ในโครงการ “จตุจักร กรีน”



นายศักดา อู่ดาราศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮทราฟฟิค มีเดีย จำกัด เปิดเผยว่า ในขณะนี้โครงการ “จตุจักร กรีน” ได้มีร้านค้าเปิดให้บริการแล้วกว่า 70% อาทิ ร้าน พีนัท การ์เด้นท์ ร้านอาหารแสนอร่อยของน้องกาย รัชชานนท์ และน้องฮารุเพื่อนนักแสดง ร้านสเต็กโกลเด้นท์ กริล ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือต่อชาม ร้านอาหารเพื่อสุขภาพอย่าง Red Basket ร้านอาหารต้นตำรับเนื้อย่างเกาหลี Y.J. Grill ร้านอาหารอิตาเลี่ยนฟิวชั่น De Skyวาฟเฟิลฮ่องกง ชาไข่มุกโอชายะ และร้านค้าที่น่าสนใจหลากหลายมากมาย รวมถึง กรีน ฟู้ดพาร์ค ศูนย์รวมเมนูอาหารแสนอร่อยที่เปิดบริการให้คุณลิ้มลองแล้ววันนี้กว่า 20 เจ้าอร่อย ซึ่งผลตอบรับที่ได้จากลูกค้านั้นดีเกินคาด โดยที่มาหลังจากได้เริ่มทดลองเปิดให้บริการ กระแสการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าดีเกินคาดกว่าร้อยละ 50 นั้นส่วนมากจะเป็นพนักงานของบริษัทฯ ที่ตั้งอยู่โดยรอบบริเวณโครงการ ผู้ที่มาออกกำลังกาย รวมถึงนักช้อปที่มาเดินตลาดนัดจตุจักร และผู้ที่เดินทางสัญจรผ่านโครงการฯ ได้รู้จักและมาใช้บริการ

Lifestyle Mall ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราได้วางไว้ตั้งแต่ต้น ส่วนที่เหลือจะมาจากกลุ่มนักศึกษา และผู้ที่ต้องการรับประทานอาหาร เครื่องดื่มในช่วงกลางคืนที่ต้องการความสงบและเป็นส่วนตัว ส่วนมากกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มักเน้นความสะดวกสบายในการเดินทาง ซึ่งทางโครงการฯ ถือว่าตอบโจทย์ลูกค้า คือสถานที่ห่างจากตลาดนัดจตุจักรเพียง 100 เมตร และใกล้กับระบบขนส่งมวลชนทั้ง MRT และ BTS เพียง 200 เมตร และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับกลุ่มนักช้อปของคนกรุงที่ต้องการความเป็นอิสระในการเดินเลือกซื้อ และตอบโจทย์ได้ตรงใจอย่างที่สุด



โดยในวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ถือเป็นฤกษ์ดีสำหรับโครงการ จตุจักร กรีน ได้มีพิธีบวงสรวงจัดตั้งศาลพระพรหม เพื่อเป็นศิริมงคลให้กับโครงการฯ และผู้ประกอบการร้านค้า ก่อนที่จะทำการเปิดโครงการฯ อย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคมนี้ศกนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเรามองว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และวางแผนเพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่มาออกกำลังกายเพิ่มจากทั้งในส่วนของสวนสมเด็จฯ และสวนจตุจักร เพื่อเป็นการดึงกลุ่มเหล่านี้เข้ามาใช้บริการในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่สัญจรไปมาเป็นประจำ โดยเบื้องต้นทางสวนสมเด็จฯ ได้มีการเปิดประตูเชื่อมต่อมายังโครงการ จตุจักร กรีน เพื่อความสะดวกสบาย และง่ายต่อการเดินทางที่มีจะมาใช้บริการยังโครงการฯ ของเรา โครงการจตุจักร กรีน คือพื้นที่ตอบโจทย์ของสังคมเมือง รักษาสิ่งแวดล้อม ต้องการจับจ่ายซื้อสินค้า และต้องการหลีกหนีความจำเจ ความวุ่นวายในเมืองได้มาพักผ่อน หย่อนใจ รับประทานอาหารอร่อยในบรรยากาศร่มรื่นของสวน มีพื้นที่สีเขียวโดยรอบ โดยพื้นที่ทุกส่วน ร้านค้าต่างๆ ได้วางคอนเซปต์ให้มีแนวคิดสร้างสรรค์ เข้ากับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว ในการตอบสนองให้เป็น Lifestyle Mall แห่งใหม่ที่จะสร้างประสบการณ์ดีๆ และความประทับใจในการเข้ามาทานอาหารและจับจ่ายใช้สอย รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางสวนสวยบรรยากาศดีๆ ในละแวกบริเวณสวนสมเด็จฯ นี้ต่อไป นาย ศักดา กล่าวสรุป

ที่มา http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=1026

ธปท.ชี้เฟดตรึงดบ. ไม่มีผลนโยบายการเงิน



ธาริษา"ชี้เฟดตรึงดอกเบี้ย ไม่ส่งผลกระทบกับการตัดสินใจนโยบายดบ.ของไทย เหตุศก.ยังไปได้สวย ความจำเป็นใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมีน้อย

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในวันนี้ ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นคนละตลาดกัน ทั้งนี้ เศรษฐกิจเอเชียขยายตัวดีมาก จึงมีความกังวลปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาฟองสบู่ ดังนั้น การทำนโยบายการเงินจึงน่าจะเป็นคนละทางกัน เช่นเดียวกับที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี การส่งออกเติบโตสูงและขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้การใช้จ่ายในประเทศขยายตัวสูงขึ้นไปด้วย

"ความจำเป็นการใช้นโยบายการเงินการคลังแบบผ่อนคลายมากๆ มีน้อยลง ในระยะต่อไปนโยบายการเงินก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น"

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังต้องรอลุ้นว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ หลังจากที่ปัญหาการเมืองมีผลกระทบอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็จะต้องขึ้นกับการยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)จะต้องพิจารณา

ส่วนการลงทุนก็ชะลอตัวไปแล้ว แต่การส่งออกยังขยายตัวดี เพราะฉะนั้นการลงทุนเพื่อการส่งออกน่าจะดีด้วย

จีนปรับค่าเงินหยวนส่งออกไทยได้ประโยชน์

สำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายค่าเงินหยวนของจีนนั้น นางธาริษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาค่าเงินหยวนก็เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางการจีนดำเนินการเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ได้หยุดไปเมื่อปี 2551 ซึ่งการกลับมาดำเนินการอีกครั้ง เพราะจีนมองว่าขณะนี้เศรษฐกิจแข็งแกร่งและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงค่าเงินได้ ขณะเดียวกันก็ถูกแรงกดดันจากนอกประเทศให้ปรับค่าเงินหยวนด้วย

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทและค่าเงินภูมิภาคแข็งค่าขึ้นด้วย ก่อนหน้านี้มีการ overshoot จากค่าเงินหยวนที่แข็งค่า แต่ตอนนี้ก็กลับมาบ้างแล้ว การทำนโยบายของจีนทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะตอนนี้เงินหยวนเทียบดอลลาร์และยูโรแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินบาท

สำหรับผลกระทบที่มีต่อการส่งออกไทยไม่มากนัก เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ ซึ่งไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนประมาณ 11%

นอกจากนี้ จีนยังมีนโยบากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศด้วย น่าจะทำให้ผู้ส่งออกไทยจะได้ประโยชน์มากกว่า

ที่มา-www.bangkokbiznew.com

ไทยกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

กับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

เมื่อวิกฤตการณ์ครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นนั้น ผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันหลายคน ได้ให้ถ้อยแถลงผ่านสื่อมวลชน ปลอบประโลมคนไทยทั่วไปว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐฯ มีผล กระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเป็นคำปลอบใจที่ไร้เดียงสา ยิ่งคำกล่าวนั้นออกมาจากปากของผู้มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ด้วยแล้ว ก็นับว่าน่ากังขาในด้านของสุขภาพจิตของผู้ให้สัมภาษณ์เป็นอันมาก เพราะแท้ที่จริงแล้ววิกฤตทางการเงินของสหรัฐฯครั้งนี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง แม้ผลกระทบทางตรงจะมีไม่มากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมนั้นมีอยู่มากมายมหาศาลทีเดียว

ผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย

(1) ความเสียหายของสถาบันการเงินไทย วิกฤตสถาบันการเงินของสหรัฐฯครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศน้อยมาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไทยมีการลงทุนในต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.6 ของสินทรัพย์ทั้งหมดในระบบเท่านั้น โดยการลงทุนในหุ้นกู้ต่างประเทศก็มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 13 ของเงินกู้ทั้งหมดในระบบ นอกจากนั้นธนาคารไทยส่วนใหญ่ก็ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีรัฐบาลค้ำประกัน จึงช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้ระดับหนึ่ง จากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ยอดความเสียหายมีอยู่ประมาณ 4,800 ล้านบาทเท่านั้น หรือมีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 0.1 ของยอดสินเชื่อสถาบันการเงินทั้งระบบที่มีอยู่ 9.4 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่าน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ได้มีการตั้งข้อสังเกตต่อความเสียหายในการไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่เข้าใจว่าจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของ กบข. ได้หดหายไปถึง 74,056.83 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 4 เดือน นอกจากนั้น ก็คาดว่าได้เกิดความสูญเสียจำนวนมาก ขึ้นกับกองทุนรวมของไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund - FIF) หลายกองทุน เพราะปรากฏว่ามูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน FIF บางกองในปัจจุบัน ได้ลดลงไปถึงร้อยละ 60

(2) ความเสียหายในธุรกิจของ Lehman Brothers ในประเทศไทย เนื่องจากบริษัทนี้มีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ และการปล่อยสินเชื่อ อยู่ในประเทศไทยเป็นมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เมื่อประกาศล้มละลาย Lehman Brothers คงต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมดเพื่อไปชำระหนี้ ซึ่งอาจมีผลกระทบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศบ้าง และบริษัทที่ได้รับสินเชื่อจาก Lehman Brothers ก็ต้องเร่งหาเงินมาจ่ายหนี้คืน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินในประเทศ ที่มีแนวโน้มตึงตัวอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นอีก

(3) ความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วง 3-4 วันแรกหลังจากวิกฤตการณ์ปะทุขึ้น ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติมากเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย รองลงมาจากไต้หวัน และเกาหลีใต้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับลดลงไปวันละประมาณร้อยละ 4-5 เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ ต้องเทขายสินทรัพย์ทุกชนิดในตลาดต่างๆทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย เพื่อดึงเอาเงินสดกลับไปรองรับการไถ่ถอนหน่วยลงทุน และเพื่อชดเชยสภาพคล่องที่ขาดแคลนอย่างรุนแรง การล่าถอยออกไปของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในตลาดหลักทรัพย์ของไทยเช่นนี้ ย่อมมีผลทำให้ตลาดหุ้นไทยตกอยู่ในสภาพซึมยาว ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไปจนกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯ จะช่วยเยียวยาให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว ซึ่งอาจเห็นสัญญาณความเป็นไปได้ในปี 2009 อนึ่ง นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินครั้งนี้ขึ้นเมื่อกลางเดือนกันยายน มาจนถึงต้นเดือนธันวาคม 2008 นั้นได้มีผลให้มูลค่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปแล้วกว่าร้อยละ 50

ผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย

(1) ผลกระทบต่อภาคการส่งออก โดยที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็นตลาดสินค้าออกของไทยถึงประมาณน้อยละ 35 นอกจากนั้น การส่งออกของไทยไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาธารณประชาชนจีน ก็ปรากฏว่าประเทศเหล่านั้นก็นำไปผ่านกระบวนการผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น อีกเช่นเดียวกัน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ซึ่งมีผลให้ความต้องการซื้อสินค้า ในตลาดส่งออกสำคัญดังกล่าวตกต่ำลงอย่างมาก สินค้าไทยที่เคยส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ย่อมลดลงตามไปด้วย ปัจจุบันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมส่งออกสาขาต่างๆของไทย ก็ได้ออกมาระบุแล้วว่า คำสั่งซื้อใหม่ที่จะส่งมอบสินค้าในปี 2009 นั้น ได้หดหายไปร้อยละ 20-30 จึงคาดว่าการส่งออกในปี 2009 จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก คาดว่ารายได้จากการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมจะหายไปประมาณแสนล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ เครื่องไฟฟ้า ยานยนต์ เครื่องหนังและรองเท้า ผลิตภัณฑ์เหล็ก เฟอร์นิเจอร์ เซรามิค ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารทะเล กับอัญมณีและเครื่องประดับ โดยที่การส่งออกของสินค้าและบริการ เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีบทบาทถึงกว่าร้อยละ 70 ของ GDP การตกต่ำของสินค้าออกย่อมส่งผลต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

(2) ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยในปี 1997 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยือนโดยเฉลี่ยปีละ 10.5 ล้านคน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำรายได้ให้แก่ประเทศถึงปีละ 5-6 แสนล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 10 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการของไทย เนื่องจากการท่องเที่ยวของไทยมีจุดเด่นในด้านความคุ้มค่าของเงิน และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ในปี 2007 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เขยิบขึ้นไปเป็น 14.5 ล้านคน สำหรับในปี 2008 นี้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาแล้ว 11.3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการปะทุขึ้นของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก็เริ่มได้รับผลกระทบไม่น้อยอยู่แล้ว จากสถานการณ์ความขัดแย้งแบ่งขั้วของการเมืองภายในประเทศ และมีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย ในสายตาของชาวต่างชาติ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จึงเป็นปัจจัยลบ ที่ซ้ำเติมให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยซบเซาลงไปอีก เพราะการท่องเที่ยวมีสภาพเหมือนสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อผู้คนมีรายได้น้อยลงหรือต้องระมัดระวังการใช้จ่าย คนส่วนใหญ่ก็จะระงับหรือชะลอแผนการท่องเที่ยวออกไป หรือไม่ก็ปรับเปลี่ยนเป็นการเดินทางท่องเที่ยวอย่างประหยัดภายในประเทศ หรือประเทศใกล้เคียง แทนที่จะเดินทางข้ามทวีปมาเที่ยวไทย นอกจากนั้น ประเทศหลักๆที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินครั้งนี้อันได้แก่ อังกฤษและประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ก็ล้วนแต่เป็นแหล่งที่มาของนักท่องเที่ยวระดับบนของไทยทั้งสิ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมียอดการใช้จ่ายต่อวันสูงเฉลี่ยราว 4,000 บาทต่อวัน เข้าพักในโรงแรมราคาแพง รับประทานอาหารในภัตตาคาร ใช้จ่ายเพื่อสันทนาการ และซื้อสินค้าต่างๆ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในการมาท่องเที่ยวแต่ละครั้ง จะมีระยะเวลาการพำนักอยู่ยาวนานเฉลี่ยอยู่ที่ 13 วัน ดังนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะหดหายไป แม้จะได้รับการชดเชยด้านปริมาณบางส่วนจากนักท่องเที่ยวเอเชีย โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเชีย แต่คุณภาพและยอดการใช้จ่ายต่อหัวแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถดถอยลงนับแต่นี้ไป จนกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จะคลี่คลายซึ่งอาจยาวนานถึงปี 2010 ทีเดียว ปัจจุบันก็เริ่มปรากฏสัญญาณของความถดถอยขึ้นแล้ว อาทิ ยอดการจองห้องพักของโรงแรมในภาคใต้สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2008 นั้น ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 15 ส่วนในเดือนธันวาคม 2008 ไม่มียอดจองใหม่เข้ามาเลย มีแต่เพียงยอดที่จองเอาไว้นานแล้วและยังมิได้บอกยกเลิก กับมีรายงานข่าวว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในภาคเหนือและภาคใต้ ได้ลดลงไปถึงร้อยละ 50 แล้ว ทั้งๆที่เป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว (High Season) คือช่วงเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมปีถัดไป ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว (Low Season) สถานการณ์จะย่ำแย่ลงไปกว่านี้อีกมากทีเดียว

(3) ผลกระทบต่อสินเชื่อและการลงทุน วิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งนี้ ทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินของโลกเกิดความตึงตัวอย่างรุนแรง (Credit Crunch) ดังนั้น ต้นทุนการกู้ยืมเงินในรูปของดอลลาร์จะสูงขึ้นเป็นอันมาก ธุรกิจต่างๆที่เคยกู้ยืมเงินในตลาดต่างประเทศ จึงต้องหันมาแสวงหาสินเชื่อภายในประเทศแทน ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องในประเทศตึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย ในช่วงเวลานับแต่นี้เป็นต้นไปการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินในประเทศ จะมีความยากลำบากยิ่งขึ้น และมีต้นทุนสูงขึ้นด้วย สภาพการณ์เช่นนี้จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ของไทย เพราะโอกาสที่จะได้รับสินเชื่อซึ่งมีน้อยอยู่แล้วจะยิ่งตีบตันมากขึ้นอีก การดำเนินธุรกิจและการลงทุนในอนาคตของธุรกิจส่วนใหญ่ที่ราวร้อยละ 90 นั้นเป็น SMEs ย่อมจะเต็มไปด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัส

(4) ผลกระทบต่อการจ้างงาน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2008 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้แจ้งเตือนว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินของโลกครั้งนี้ จะทำให้จำนวนคนตกงานทั่วโลกภายในสิ้นปี 2009 เพิ่มขึ้นเป็น 210 ล้านคน นับเป็นอัตราการว่างงานของโลกซึ่งสูงที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยอดคนว่างงานดังกล่าวนั้น ได้รวมเอาจำนวนคนตกงานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2008 ไปจนถึงสิ้นปี 2009 ที่คาดว่าจะมีจำนวนอย่างน้อย 20 ล้านคนเอาไว้ด้วยแล้ว ซึ่งทำให้จำนวนคนว่างงานทั่วโลกมียอดสูงกว่า 200 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

สำหรับประเทศไทยนั้น จากการประเมินของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ คาดหมายว่า จากการที่คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปี 2009 ที่ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 30 จะมีผลต่อการจ้างงานในปี 2009 อย่างแน่นอน ปัจจุบันมีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอยู่ราว 6 ล้านคน ถ้าคำสั่งซื้อลดลงในระดับดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ผู้ประกอบการต้องลดการจ้างแรงงานลงร้อยละ 10-15 หรือตกประมาณ 0.9-1 ล้านคน ในไตรมาสแรกของปี 2009 ซึ่งแรงงานเหล่านี้บางส่วนจะสามารถกลับเข้าไปทำงานในภาคการเกษตรได้ราว 6-7 หมื่นคน นอกจากนั้น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจและมาตรการประหยัดค่าใช้จ่าย อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน อาจมีผลให้แรงงานไทยในต่างประเทศต้องตกงานและเดินทางกลับเป็นจำนวนมากด้วย สภาพการณ์ดังกล่าวจะรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากจะมีผู้ที่จบการศึกษาใหม่ ทั้งระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี เข้าสู่ตลาดแรงงานอีกราว 700,000 คน

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการบางราย ได้เริ่มลดการทำงานล่วงเวลาลงแล้ว มีผลให้การทำงานลดลงจากสัปดาห์ละ 6 วันเหลือสัปดาห์ละ 5 วัน และในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และเซรามิค บางส่วนก็เริ่มปลดคนงานแล้ว อนึ่ง จากผลการสำรวจของชมรมผู้บริหารงานบุคคล ของบริษัทต่างๆในนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยากว่า 1,700 โรงงาน ซึ่งมีการจ้างงานกว่า 300,000 คน พบว่าอาจมีแรงงานที่ต้องถูกเลิกจ้างประมาณ 30,000 คน และหากสถานการณ์เลวร้ายลงอาจต้องปลดคนงานถึง 100,000 คน โดยอุตสาหกรรมที่จะมีการปรับลดพนักงานมากที่สุด คืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยอดการสั่งซื้อจากต่างประเทศลดน้อยลงอย่างมาก นอกจากนั้น แรงงานจังหวัดสมุทรปราการก็ได้แถลงว่า จังหวัดสมุทรปราการซึ่งมีสถานประกอบการมากกว่า 18,000 แห่งนั้น ในปี 2008 นี้มีสถานประกอบการปิดตัวไปแล้ว 76 แห่ง ซึ่งมีลูกจ้าง 7,649 คน ส่วนใหญ่เป็นกิจการสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า และรองเท้า

(5) ผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรบางชนิด วิกฤตครั้งนี้ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกลดลง ราคาของพืชผลเกษตรจึงโน้มต่ำลง และบางชนิดผลผลิตออกมาล้นตลาด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดโดยเฉพาะยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ได้รับอานิสงส์จากความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทำให้ความต้องการผลิตผลเกษตรดังกล่าวเพิ่มขึ้น ปริมาณการส่งออกและราคาจึงอยู่ในระดับสูงตลอดมา เมื่อการส่งออกของจีนที่ต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐฯอย่างมากอ่อนแรงลง ก็มีผลทำให้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดลดลงอย่างน่าใจหาย ดังจะเห็นได้จากราคาซื้อขายยางแผ่นดิบ ที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ ได้ลดลงจากกิโลกรัมละ 91.80 บาท เมื่อวันที่ 23 กันยายาน 2008 เหลือเพียงกิโลกรัมละ 54.63 บาท ในวันที่ 13 ตุลาคม 2008 หรือลดลงไปถึง 37.17 บาทในช่วงเวลาเพียง 20 วันเท่านั้น ซึ่งสินค้าเกษตรของไทยอีกหลายชนิดก็มีลักษณาการทำนองเดียวกันนี้ด้วย ความตกต่ำของราคาพืชผลเกษตรนั้น จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของเกษตรในชนบท ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ผลร้ายที่จะติดตามมาก็คือความถดถอยของกำลังซื้อภายในประเทศ

อนาคตเศรษฐกิจไทยใต้เงาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์รุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2008 เป็นต้นไป ความถดถอยตกต่ำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จะแผ่รังสีอำมหิตเข้าครอบงำเศรษฐกิจไทยอย่างเข้มข้นในปี 2009 ส่งผลให้เกิดความตกต่ำอย่างหนักแก่เศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเปิด จึงอ่อนไหวและมีระดับของการพึ่งพาเศรษฐกิจโลกในเกณฑ์สูงมาก ดังเห็นได้จากการที่ภาคการค้าระหว่างประเทศ มีสัดส่วนถึง 140% ของ GDP และการส่งออกซึ่งอยู่ในฐานะเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของระบบเศรษฐกิจนั้น ก็มีสัดส่วนสูงกว่า 70 % ของGDP ด้วย เมื่อเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยทรุดตัวลง ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยถดถอยตกต่ำลงไปด้วย จากการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พบว่า ถ้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯชะลอตัวลง 1 % จะมีผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง 0.135-0.9% ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาโดยใช้นโยบายการเงินและการคลัง รวมทั้งการกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินน้อย และภาวะความทรุดโทรมของเศรษฐกิจไทยนั้น จะยืดเยื้อเรื้อรังไปจนกว่ามาตรการแก้ไขปัญหาของสหรัฐฯ และประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่นๆ จะเริ่มสัมฤทธิ์ผล ซึ่งอาจต้องใช้เวลายาวนานถึงปี 2010 ดังนั้น อนาคตเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีข้างหน้าคงจะตกอยู่ในสภาพการณ์ดังต่อไปนี้

(1) คาดหมายว่าการส่งออกในปี 2009 จะได้รับผลกระทบถึง 60 % โดยสินค้าสำคัญที่จะได้รับผลกระทบได้แก่ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ กุ้งสดแช่เย็นและแช่แข็ง ยางพารา และมันสำปะหลัง คาดว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออก จะลดจากที่ประมาณไว้ก่อนหน้าวิกฤตว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 18 เหลือเพียงร้อยละ 0.5 ซึ่งทำให้รายได้จากการส่งออกหดหายไปประมาณ 9 แสนล้านบาท

2) เศรษฐกิจไทยในปี 2009 จะขยายตัวเพียงร้อยละ 2.5-3.5 เท่านั้น จากอัตราการขยายตัวในระดับปกติที่ 5% เทียบกับปี 2008 ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.5

(3) คาดว่าการใช้จ่ายของภาคเอกชนจะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.5-2.5 แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มาตรการเหล่านั้นก็มิได้มีเป้าประสงค์จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังแต่อย่างใด เป็นแค่การหว่านเงินเพื่อหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป ที่คาดว่าจะมีขึ้นในอีกไม่นานนักเท่านั้น และเนื่องจากสัดส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐ ทั้งการบริโภคและการลงทุน มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 15 ของ GDP เท่านั้น จึงไม่สามารถที่จะชดเชยการทรุดตัวลงของภาคการส่งออก และการใช้จ่ายของภาคเอกชนได้ นอกจากนั้น รัฐบาลปัจจุบันก็ไร้ความสามารถในการบริหารจัดการ และการเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐก็มิได้มีเป้าประสงค์อื่นใด นอกจากประคองตัวอยู่ไปวันๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และคอยโอบอุ้มคุ้มครองอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เร่ร่อนเป็นสัมภเวสีอยู่ในต่างประเทศเท่านั้น จึงไม่เป็นที่หวังอันใดสำหรับการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้เลย

(4) คาดว่าจำนวนคนว่างงานในปี 2009 จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ประมาณว่าภายในไตรมาสแรกจำนวนคนว่างงานจะมีจำนวนราว 0.9-1 ล้านคน ซึ่งเมื่อรวมกับผู้ที่จะจบการศึกษาและก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่อีกราว 700,000 คนแล้ว จำนวนคนว่างงานก็อาจทะยานเข้าไปใกล้ 2 ล้านคน สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมจะทำให้ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาครอบครัว และปัญหาสังคมอื่นๆ ปะทุตามมาอย่างแน่นอน

(5) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับการคาดการณ์อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ได้ทำไว้เมื่อ 6 เดือนก่อนลง โดยระบุว่าในปี 2009 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะลดลงจากที่คาดไว้ร้อยละ 3.8 เหลือร้อยละ 3 (ซึ่งอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงของ The Great Depression เมื่อปี 1928) และการขยายตัวของสหรัฐฯลดลงจากร้อยละ 0.6 เป็นร้อยละ 0.1 ประเทศในกลุ่ม EU จากร้อยละ 1.2 เหลือร้อยละ 0.2 และญี่ปุ่นจากร้อยละ 1.5 เหลือร้อยละ 0.5 ตามลำดับ คาดหมายว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกอาจต้องเวลาค่อนข้างนาน คะเนว่าน่าจะฟื้นตัวได้ในปี 2010 ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวได้ก็ภายหลังจากปี 2010 ไปแล้วเท่านั้น

(6) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นี้นับได้ว่ามีความรุนแรงมากที่สุด หลังจาก The Great Depression ในปี 1930 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ระบุความเสียหายของสถาบันการเงินทั่วโลกว่า มีไม่น้อยกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ต้องมีการเพิ่มทุนอีก 6.75 แสนล้านดอลลาร์ สิ่งที่น่าคิดก็คือ หลังจากที่เกิด The Great Depression ในทศวรรษ 1930 แล้วนั้น สิ่งที่ติดตามมาก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง และความย่อยยับของเศรษฐกิจของยุโรป รวมทั้งความตกต่ำทางเศรษฐกิจในประเทศสยาม ซึ่งทำให้จำเป็นต้องดุลย์ (หรือปลด)ข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เพื่อตัดงบประมาณรายจ่ายให้สมดุลกับรายได้ที่ลดลง อันเป็นชนวนเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 1932 จึงน่าสนใจมากว่าภายหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครั้งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมเศรษฐกิจไทยบ้าง?



(7) ผู้ประกอบการไทยจะต้องเผชิญกับสภาวะการขาดแคลนเงินทุน เนื่องจากบรรดาสถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อขึ้นเป็นอันมาก และอาจไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้อีกเลย สำหรับลูกค้าที่มีฐานะการเงินไม่น่าไว้วางใจ ภาวะการเงินในระบบจะอยู่ในสภาพตึงตัว อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ภาวะบีบคั้นเช่นนี้ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัวลง จะทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ประคองตัวอยู่ได้ด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัส

กล่าวโดยสรุปแล้ว วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งมีผู้เปรียบเทียบว่าเสมือนกับคลื่นสึนามินั้น ปกติแล้วก่อนที่กำแพงน้ำมหึมาจะถาโถมเข้ามาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างนั้น น้ำทะเลจะถอยร่นลงไปอย่างรวดเร็ว ความถดถอยตกต่ำที่เริ่มฉายชัดขึ้นในขณะนี้ ย่อมเปรียบได้กับปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งบ่งชัดว่าคลื่นมหาวินาศกำลังจะมาถึงในอีกไม่นานเกินรอ

ที่มา http://www.thaiworld.org/th/

เริ่มต้นสู่อิสรภาพทางการเงิน


6 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงิน ? The 6 Steps to Financial Freedom

1) จัดทำบัญชี และงบการเงิน

การเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินก็เหมือนกันกับการเดินทางทั่วไปที่ต้องมีแผนที่นำทาง ดังนั้นก่อนจะเริ่มเดินทาง คุณเองควรจะรู้ก่อนว่า ปัจจุบันคุณอยู่ ณ จุดไหนของคำว่า ? อิสรภาพทางการเงิน? ลองจัดทำงบการเงิน

2) ตั้งเป้าหมาย และวางแผน

เริ่มต้นจากอิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน 6 ประการ คือ

- เศรษฐกิจพอเพียง

- เก็บ 10 เปอร์เซ็นต์ (ของรายรับทั้งหมด)

- สำรองเงินไว้ใช้จ่าย (อย่างน้อย 6 เดือน)

- ประกันชีวิต สุขภาพ และอุบัติเหตุ

- เรียนรู้ตลอดชีวิต

- บริจาคตามกำลัง

ลองพิจารณาดูว่าชีวิตของท่านบรรลุเป้าหมายพื้นฐานในแต่ละข้อข้างต้นหรือยัง ถ้ายังให้กำหนดหัวข้อเหล่านี้เป็นเป้าหมาย ที่สำคัญต้องกำหนดวิธีการ กรอบเวลา รวมถึงประเมินภาพในอนาคตไว้ด้วย ส่วนใครที่มีอิสรภาพการเงินขั้นพื้นฐานแล้ว ก็อาจตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปได้ ไม่ว่ากัน

3) ลงทุนในการเรียนรู้

?High Understanding, High Returns? ยิ่งคุณเข้าใจธุรกิจที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถสร้างกำไรจากมันได้มากเท่านั้น จงเรียนรู้ให้หนักขึ้น เพื่อจำกัดความเสี่ยงทั้งมวลที่อาจจะเกิดขึ้น โลกไม่ได้ยากเย็นอย่างที่เราคิด แต่ที่ใครหลายคนคิดว่ามันยาก เพราะเขาเหล่านั้นไม่เคยแบ่งเวลามาสนใจใยดีกับมันต่างหาก

จงแบ่งเวลาให้กับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ อย่าจำกัดเฉพาะแต่ในห้องเรียน จงมองโลกให้กว้างเพื่อที่ท่านจะได้เห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่อีกมากมายบนโลกใบนี้

เราลงทุนในการเรียนรู้ด้วยอะไรบ้าง ?

เวลา

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณา ปัจจุบันคุณให้เวลากับการเรียนรู้สักแค่ไหน ถ้าคิดว่ายังน้อยไป จัดแบ่งเวลาในการเรียนรู้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะได้รับมากขึ้น

ความคิด

คนสองคนนั่งเรียนคอร์สเดียวกัน คนหนึ่งเอากลับมาคิดต่อยอดไปสู่การกระทำ อีกคนได้แค่นั่งดีใจว่ารู้แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสองคนนี้ต่างกันมหาศาล

สายสัมพันธ์

การลงทุนในสายสัมพันธ์ ก็สามารถสร้างการเรียนรู้ได้อย่างมากมาย คนหลายคนมักคบหา หรือคิดถึงคนอื่นยามที่ตัวเองเดือดร้อนเท่านั้น เรียนรู้ที่จะใช้เวลากับผู้อื่น แบ่งปันความรู้ ความคิด ความช่วยเหลือให้กับคนรอบข้างโดยเฉพาะคนที่แตกต่างจากคุณ เพราะมันจะช่วยให้โลกของคุณกว้างขึ้น ไม่เพียงแค่ความรู้ แต่มันคือโลกแห่งความรัก และความเอื้ออาทรกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เงินก็ซื้อหาไม่ได้

ความรู้

เข้าร่วมทำงานกับองค์กร หรือชมรมที่ท่านสนใจ เพื่อสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อันจะก่อให้เกิดบูรณาการทางความรู้และความคิดได้เป็นอย่างดี

การตั้งคำถาม

คำถามที่ดีเป็นการสร้างโจทย์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ชีวิต ในทางตรงกันข้าม คำถามแย่ ๆ ก็ทำให้คุณเป็นคนในด้านตรงกันข้ามได้เช่นกัน

ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้

ทำไม เราไม่เกิดมารวยเหมือนคนอื่นบ้าง?

ทำไม เราไม่โชคดีเหมือนคนอื่นเขาบ้าง?

เริ่มต้นใหม่ ตั้งคำถามที่ดีให้กับตัวเอง แล้วคุณจะได้คำตอบที่ดีกลับคืนมา

ฉันจะประสบความสำเร็จในชีวิตก่อนอายุ 35 ปี ได้อย่างไร?

คำถามใหม่ ๆ จะนำคุณไปสู่การลงทุนครั้งใหม่ในชีวิต จงใช้ชีวิตกับคำถามใหม่ ๆ เลิกถามคำถามเก่า ๆ

หุ้นตัวไหนน่าซื้อ?

กู้เงินแบงค์ไหน ดอกเบี้ยต่ำสุด?

มีเงินเก็บ 50,000 ทำธุรกิจอะไรดี?

สิ่งที่คุณถาม คือ สิ่งที่คุณจะได้รับ?

อื่น ๆ อีกมากมาย (ลองคิดต่อเองนะครับ)

4) แวดล้อมตัวคุณ ด้วยคนที่คิดแบบเดียวกัน

คนเราเป็นไปตามสภาวะแวดล้อมเสมอ อิสรภาพทางการเงิน เกิดได้ทันทีที่คุณเป็นผู้เลือกกระทำ ดังนั้น จงเลือกสภาวะแวดล้อมที่จะพาชีวิตคุณไปในทางที่ดี

5. ลงมือปฏิบัติ บันทึกผล

บิดาของความสำเร็จ คือ การกระทำ? คำพูดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่เป็นจริงเสมอ

ลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่กำหนดไว้ จดรายละเอียดของทุกการกระทำสำคัญ ๆ ไว้ เพื่อเปรียบเทียบ และปรับแก้แผนงานสู่อิสรภาพทางการเงิน

6. ทบทวน

ตรวจสอบผลการปฏิบัติ กับแผนที่วางไว้ ว่าเป็นไปตามแผนแค่ไหน ต้องปรับแก้อะไร ในขั้นตอนนี้อาจปรึกษาผู้ประสบความสำเร็จเพื่อช่วยทบทวน และให้คำแนะนำในการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป หัวข้ออะไรบ้างที่ต้องทบทวน

ความคิด

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบตลอดเวลา หมั่นคอยเช็คและตรวจสอบความคิดของเราถูกต้อง หรือสอดคล้องกับแนวทางสู่อิสรภาพทางการเงิน หรือไม่

จิตใจ

ตรวจสอบจิตใจทั้งก่อนและหลังตัดสินใจใช้จ่าย หรือลงทุน จำเอาไว้ว่า การลงทุนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่มีความสุขตั้งแต่ใส่เงินลงไป นั่นก็ถือว่า ขาดทุน เรียบร้อยแล้ว

งบการเงิน

ตรวจสอบแผนที่ทุกครั้ง โดยอาจทำเป็นประจำทุกเดือน เพื่อคอยตรวจสอบว่า เราเดินออกนอกลู่นอกทางหรือเปล่า หรือเราเข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินเพียงใด

เริ่มต้นตรวจสอบตัวเอง จัดทำบัญชี และวางแผนสู่อิสรภาพทางการเงินตั้งแต่วันนี้ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง จงจำเอาไว้ว่า ? อิสรภาพทางการเงิน เริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ของทุก ๆ คน?

ที่มา http://www.bangkokwealth.com/smart_money/smart_money02.htm#12